Tag Archives: KiloZero

ประสบการณ์ New York City Marathon (๕)

ตีสี่แล้ว ตื่น ตื่น ตื่น
IMG_1772

  • iPhone บอกเวลาตีสี่
  • Garmin Fenix 3 บอกเวลาตีสี่
  • นาฬิกาโรงแรม บอกเวลาตีห้า และ
  • Google Search “New York Local Time” แสดงเวลาตีสี่

โอเค ตรงกัน

ได้เวลาตื่น เข้าห้องน้ำ ทานอาหาร จัดระเบียบตัวเองให้เรียบร้อย กำหนดการที่ต้องไปให้ทันมี ๒ จุดคือ

  • ๖:๔๕ นาที เวลาขึ้นเรือ เพื่อไปที่จุด Start
  • ๑๐:๑๕ น. เวลาปล่อยตัวของผม

ทั้งๆที่รู้และวางแผนไว้ล่วงหน้า มองย้อนกลับไป ผมก็ยังพลาด ผมลืมเรื่องนี้ไปสนิท ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเวลาปล่อยตัว มันเป็นเวลากว่า ๖ ชั่วโมง ไม่ว่าเราจะทานอาหารเช้าแล้วตั้งแต่อยู่โรงแรม แต่กว่าเราจะวิ่งจริงๆ มันเป็นเวลาที่ค่อนข้างนานนะครับ ผมควรเตรียมอาหารว่างส่วนหนึ่งไปทานก่อนจะวิ่งจริง ผมมานึกถึงเรื่องนี้ได้ตอนไปถึงท่าเรือ พอเห็นชาวบ้านเขาเตรียมอาหารมากัน ก็นึกได้ว่าเราลืมไปเลย มัวแต่จัดระเบียบเครื่องแต่งกายว่า เราจะเอาอะไรไปบ้าง และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนออกจากโรงแรม จาก Blog ของคุณ Runar B. Gunderson และ Blog ของ Elizabeth Maiuolo (ที่เล่าให้ฟังแล้วในตอนก่อนหน้านี้) ทั้งคู่ก็เตือนเรื่องเข้าห้องน้ำว่า มีคิวนาน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ผมพยายามขับถ่ายให้เสร็จเรียบร้อยก่อนออกจากโรงแรม เพราะเลือกใส่กางเกงขายาวแบบ Fitted (ไม่ถึงขนาด compression) ถ้าต้องไปถอดในห้องน้ำสาธารณะ น่าจะลำบากพอดู ศึกษาเส้นทางแล้วว่า ผมสามารถขึ้นรถไฟสายเดียว ไปถึงท่าเรือเลย ว่าแล้วก็ไปได้แล้วล่ะ

บรรยากาศตีห้าครึ่ง กลาง Manhattan เช้านั้น เย็นดี แต่ไม่หนาวมากนัก เลือกใช้เสื้อวิ่งแขนยาวของทางงาน เพราะวิ่งตั้งแต่ ๑๐:๑๕ น. และคาดว่าจะวิ่งจบไม่น่าเกิน ๕ ชั่วโมง ซึ่งนั่นก็ประมาณ ๑๕:๑๕ น. แม้ว่าพยากรณ์อากาศจะบอกว่า เมฆมาก (cloudy) แต่ก็คลุมแขนไว้น่าจะดี แล้วก็คลุมตัวอีกทีด้วย Asics Trail Running Jacket ซึ่งซื้อไว้ตั้งแต่งาน Tokyo Marathon พกพาง่าย พับแล้ว เหลือขนาดเท่ากำปั้นเด็ก เท่านี่ ก็พออุ่นแล้ว ไม่หนาวมากนัก

เดินไปจนถึงจุดที่คิดว่าน่าจะเป็นสถานีรถไฟ แต่ทำไม่เรามองไม่เห็นหว่า ถามตำรวจที่เดินมาแถวนั้น แกก็บอกไม่ได้ ผมมาเดาทีหลังว่า แกเป็น NYPD ที่ถูกเรียกมาประจำการพิเศษจากที่อื่น เพราะวันนั้น กำลังตำรวจที่เห็น ต้องบอกว่า เยอะมากๆ ลองดูอีกที ผมอดหัวเราะไม่ได้ สถานีรถไฟนี้ อยู่ใต้ดิน โดยที่ทางลง ก็อยู่ข้างๆจุดที่ผมถามคุณตำรวจเมื่อกี๊นั่นแหละ มันเป็นบันไดลงไปใต้ดิน ไม่ได้เป็นสถานีอยู่ข้างบน

IMG_1773ที่สถานีรถไฟ มีคนรออยู่พอสมควร ดูท่าแล้วเป็นนักวิ่งทั้งนั้น แต่รู้สึกไม่เหมือนคนอื่นอยู่สองเรื่อง หนึ่งนั้นคือ เราพอกตัวเองบางกว่าคนอื่นพอสมควร สอง เราไม่ได้เตรียมอาหารมาเลย จากจุดนี้ ไม่ยากแล้วครับ คนไปงานเดียวกันเกินครึ่ง ขึ้นรถไฟตามๆกันไปได้เลย แต่ละสถานี ก็มีนักวิ่งเป็นส่วนใหญ่ที่ขึ้นมา จำนวนคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้แน่นมากนัก ทุกคนมีจุดหมายเดียวกัน คือ ลงที่สถานี Whitehall

IMG_1777

ภาพที่เห็นข้างบน คือ ภาพที่ผมเห็นตอนที่เดินขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน บรรยากาศคึกคักมาก ทุกคนดูตื่นเต้นและเตรียมพร้อมมาก พอมาถึงที่นี่ ผมพอจะเห็นแล้ว มีร้านอาหารให้พอเลือกซื้อได้พอสมควร อย่างนั้น ก็ไม่ยากแล้ว ตอนที่กรอกใบเลือกรอบท่าเรือ ผมจำได้ว่า มีให้เลือกประมาณ ๕ ถึง ๖ รอบ แต่ละรอบห่างกันไม่เกิน ๑๕ นาที รอบที่ผมเลือกคือ ๖:๔๕ น. ซึ่งผมทำเวลาได้พอดี มายืนรออีกสัก ๑๕ นาที ก็เรียกให้ขึ้นเรือแล้ว เจ้าหน้าที่ของท่าเรือมาตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระแต่ละคนว่า มีอะไรบ้าง และมี BIB หรือเปล่า ผมไปแบบมือเปล่า ไม่มีอะไรไปเลย ใส่เงิน-Gel-Mylar Blanket-Sunblock ไว้ในกระเป๋าเอว ส่วนมือถือใส่อาร์มแบนด์ไว้ที่แขนซ้าย เจ้าหน้าเรียกไปเข้าไปข้างในสถานีเลย ไม่ต้องต่อคิวตรวจสัมภาระ เรามี BIB เป็นตั๋วรถไฟอยู่แล้ว (ไม่ต้องจ่ายเงิน) มันเป็นอย่างที่คุณ Elizabeth บอกไว้ใน Blog ของเธอ เราสามารถขึ้นเรือเที่ยวไหนก็ได้ ไม่มีคนมาตรวจให้ให้ขึ้นตรงรอบ แต่ก็ควรไปรอบตัวเอง เพราะเจ้าหน้าที่น่าจะจัดทั้งคนและรอบเรือไว้เหมาะสมแล้ว

พอถึงเวลาก็ขึ้นเรือไป ใช้เวลา ๒๐ นาที ไม่นานเลย แถมได้ดูวิวนิวยอร์คจากเรือ ผ่านเทพีแห่งเสรีภาพ สวยดี ไม่นาน หลายๆคนเดินไปถ่ายรูปรอบๆเรือ ผมก็เอาบ้างเหมือนกันIMG_1799เรือจอดที่ท่าในส่วนของนิวยอร์คที่เรียกว่า Staten Island จากจุดนั้น เราต้องนั่งรถบัสไปที่จุดปล่อยตัวที่ปลายสะพาน รถบัสออกเรื่อยๆนะครับ ผมเข้าใจว่า คนเต็มคันเมื่อไร ก็ออก ทุกคนได้นั่งกันหมด สะดวกมาก เราสามารถเลือกเข้าห้องน้ำที่ท่าเรือ ทานอาหาร หรือนั่งรอที่นี่ก่อนก็ได้ คุณ Elizabeth ก็แนะนำให้นั่งรอที่นี่จนกว่า ๑ ชั่วโมงก่อนเวลาปล่อยตัวของเรา ถึงค่อยออก เพราะที่นี่จะเป็นจุดที่เราจะได้อยู่ในอาคารเป็นจุดสุดท้ายแล้ว พอไปถึงที่จุดปล่อยตัว จะเป็นที่โล่ง ซึ่งอากาศอาจจะหนาว หรือมีลมแรง เกินไป เธอบอกว่า หลายๆคนรีบไปจุดปล่อยตัว เพื่อที่จะพบว่า ต้องไปรอกลางแจ้งนาน 2-3 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายเย็นเกินไปโดยใช่เหตุ มองย้อนกลับไป เห็นด้วยเต็มๆ แต่ต้องเผื่อเวลารถบัสสักชั่วโมง เผื่อรถติด ที่จุดนี้ ก็มีห้องนำ้ชั่วคราวเรียงกันยาว เพื่อให้นักวิ่งโดยเฉพาะ เรียกว่า ผู้จัดเตรียมมาดีจริงๆIMG_1820

ก่อนจะออกจากท่าเรือ เพื่อไปขึ้นรถบัส ก็มีเจ้าหน้าที่ตรวจถุงที่เรานำมา เพื่อความปลอดภัย ผมไม่ได้นำถุงอะไรมา เลยผ่านไปเลย ผมเข้าใจว่า ต้องใช้ถุงที่ทางงานเตรียมมาให้เท่านั้น ไม่อย่างนั้น ไม่ให้ผ่านจุดนี้ จากนั้นก็เข้าคิดเดินขึ้นรถบัสกันครับIMG_1824IMG_1825IMG_1826IMG_1828

เมื่อสิ้นสุดระยะรถบัส ก็ต้องผ่านด่านตรวจตัวครับIMG_1830

แล้วก็เดินไปสถานีปล่อยตัวครับ เมื่อไปถึงที่สถานีปล่อยตัว เราก็ไปจุดปล่อยตัวที่ระบุใน BIB ของเรา ผู้จัดทำป้ายบอกไว้ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่คอยบอกอยู่ทุกจุด ไม่ยาก ไม่สับสนเลยIMG_1839IMG_1834

พอถึงจุดนี้ ก็ตามสบายแล้วครับ เดินเล่น เข้าห้องน้ำ ถ่ายรูป ตามสบายเลย

IMG_1847 IMG_1845 IMG_1841 IMG_1840

 

ผมไปรอยืนหน้าจุดปล่อยตัวของผม มีจอโปรเจคเตอร์ให้ดูการถ่ายทอดสดของงาน มีช่างภาพของงานที่มาถ่ายรูปเรา เราสามารถเลือกซื้อภาพทีละภาพ หรือจ่ายเป็นแพ็คเกจก็ได้ครับ แนะนำให้ถ่ายรูปกับตากล้องเหล่านี้ไว้ครับ จะซื้อหรือไม่ซื้อ ค่อยมาเลือกทีหลัง ก็ได้ เพื่อความชัวร์ ผมก็ขอให้นักวิ่งแถวนั้นช่วยถ่ายรูปในมือถือตัวเองไว้สักรูป เพื่ออวดใน Facebook หน่อยเถอะ มันอดไม่ได้น่ะ

IMG_1861 IMG_1857 IMG_1852เนื่องจากทำตามคำแนะนำของ Blogger ทั้งสองท่าน(อยู่ใน Entry ก่อนหน้านี้) ทำให้ผมกะเวลาไม่ค่อยพลาดเท่าไร นั่งรอไม่นาน ผู้จัดก็ประกาศเรียกนักวิ่งในรอบวิ่งของผมให้เข้าที่ จากนั้น เราก็ค่อยๆเข้าไปในคิว เดินเข้าประตูตามที่ผู้จัดกำหนด เข้าใจว่า ผู้จัดมีประสบการณ์การจัดที่ดีและปรับปรุงกระบวนการจัดการอย่างต่อเนื่อง ผมไม่ได้รู้สึกว่า แออัด หรือ อึดอัดในคิวเลย คิดเดินไหลไปเรื่อยๆ ห้องนำ้มีให้ใช้ หลังประตูเข้าคิวแล้ว ดังนั้น เรายังมีเวลาเตรียมตัวเข้าห้องน้ำได้อีก IMG_1862IMG_1869ระหว่างนั้น หลายๆคนเริ่มถอดชุดแต่ละชิ้นออกแล้ว มีเสียงเฮเป็นระยะๆ จากนั้น เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว (ตรงเวลา ตามรอบที่กำหนดให้ เป๊ะๆเลย) เราก็ออกวิ่ง โดยมีเพลง New York New York ที่ขับร้องโดย Frank Sinatra เปิดตอนปล่อยตัว บรรยากาศขลังดี เปิดตัวโดยการเริ่มวิ่งออกจาก Staten Island ข้ามสะพานแขวนยาว Verrazano-Narrows Bridge (ที่มักนิยมถ่ายรูปจากด้านบน ช่วงปล่อยตัว มีนักวิ่งเต็มสะพาน เป็นภาพโปรโมท New York City Marathon นี่แหละครับ) ดูเป็นการทดสอบนักวิ่งพอสมควรที่เปิดตัวด้วยสะพานแขวนยาวเลย ตลอดทาง ผมเห็นหมวกที่ขายเป็นของที่ระลึก ตกหล่น เต็มไปหมด ถ้าไม่อยากซื้อ มาเก็บไปก็คงได้นะเนี่ย มันเยอะจริงๆ ไม่นับรวมไปถึงขวดน้ำ ถุงมือ และ accessories อื่นๆที่หลายๆคนทำหล่นโดยไม่รู้ตัว ผมออกตัวค่อนข้างช้า เพราะรู้ตัวว่า ซ้อมมาน้อย น่าจะใช้เวลานาน แต่ก็คิดว่า จะจบได้ไม่เกิน  ๕ ชั่วโมง แต่ก็ไม่น้อยกว่า ๔ ชั่วโมงครึ่ง

เส้นทางการวิ่งของ New York City Marathon จะผ่านทั้ง ๕ boroughs (ผมคิดว่าแปลเป็น “เขต”น่าจะใกล้เคียงของไทยมากที่สุด) โดยเริ่มวิ่งจาก Staten Island ไป Brooklyn ไป Queen ไป Manhattan ไป Bronx และกลับมาที่ Manhattan อีกครั้ง เพื่อจบที่ Central Park โดยแต่ละ Borough คั่นด้วยสะพาน ทำให้เราต้องวิ่งทั้งสิ้น ๕ สะพาน (งานนี้ เจ้าสามสะพานสุดท้ายที่ Tokyo Marathon ดูเบาไปเลย เพราะสะพานงานนี้ มันใหญ่กว่าจริงๆ) ช่วงแรกของการวิ่ง คนเชียร์ยังน้อย มีคนออกมาดูกันบ้างประปรายช่วงที่เป็นรอยต่อจาก Staten Island ไป Brooklyn แต่ก็ยังมีคนตะโกนว่า Welcome to Brooklyn ทำให้ผมจำได้นานเลยว่า Brooklyn อยู่ไหน

ความไม่เคยชินของนักวิ่งไทยในงานนี้ ที่รู้สึกได้เลย ป้ายบอกทาง เป็นไมล์ ซ้อมมาแบบดื่มน้ำทุก 2.5 กม. ทำเอาผมงงเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงแรกที่ปล่อยตัว ผมอยู่ในกลุ่มสะพานล่าง ทำให้ GPS วัดระยะตอนแรก แบบแปลกๆ เพราะไม่เจอท้องฟ้า แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร เจ้าหน้าที่ประจำการทุกจุด ปิดถนนแบบเต็มพื้นที่ ไม่มีรถยนต์มาให้เห็นเลย ตำรวจ NYPD ยืนหน้าเข้าหานักวิ่ง และดูใส่ใจในเหตุการณ์ดี ผมเห็นคนเดินข้ามถนนบ้าง ประปราย ไม่ได้เข้มงวดเท่า Tokyo Marathon (อันนั้น ถ้าไม่ใช่นักวิ่ง ห้ามลงบนถนนเลย) ผมได้ยินตำรวจเรียกคนข้างหลังผม “What are you doing?” แบบหน้าตาขึงขัง พอหันไปดู อ้าว ไอ้หนุ่มเอเชียจากไหน ขี่จักรยานทะเล่อทะล่า กลางถนนมาเนี่ย ผมวิ่งต่อไป คาดว่า หมอนั่นคงโดนเรียกให้ไปที่อื่น

ถ้าจะมีอะไรที่งานวิ่งแบบนี้ เรียกรอยยิ้มได้ดี นอกจากเสียงเชียร์แล้ว คงเป็นป้ายเชียร์แบบแปลกๆ เรียกรอยยิ่ม ผมจำได้ดีในตอนท้ายๆ ก่อนจบ มีคุณป้าท่านหนึ่งชูป้ายว่า  “Yes, this is the last god damn bridge!” เล่นเอานักวิ่งอมยิ้มไปตามๆกัน เพราะจะว่าไป เจ้า ๕ สะพานนี้ ก็ทำเอาเราหมดกำลังใจเหมือนกัน นอกจากป้ายแล้ว ที่ค่อนข้างแปลกใจ คือ เจอคนวิ่งเท้าเปล่า เท่าที่ผมเห็น ท่านเดียวเอง หรือกระแสการวิ่ง Bare Foot หายไปแล้ว(???) ที่แปลกใจมากที่สุด คือ วิ่งๆอยู่ เจอนักวิ่งสาวลาติน นุ่งกางเกงขาสั้นมากๆวิ่ง พอวิ่งไปเรื่อยๆ ทันเธอขึ้นมา

อ้าว นั่นกางเกงในนี่หว่า ไม่ผิดแน่ๆ มันไม่ใช่ compression shorts มันคือ underwear

ว่าแล้วก็วิ่งหนีเธอไป ไม่อย่างนั้น ตาเราจะไม่ยอมมองอย่างอื่นเลย แต่ก็อดนึกแปลกใจไม่ได้ว่า เธอคิดอะไรอยู่

อีกอย่างที่เจอตลอดทาง คือการแสดงดนตรี ออกมาในแนว four-man band เลย ส่วนใหญ่จะเป็น rock มีทั้งคุ้นหูบ้าง ไม่คุ้นบ้าง แต่ก็น่าฟังทั้งนั้น คึกคักแบบงาน Tokyo Marathon (อันนั้น จะออกเป็นการตีกลองแบบญี่ปุ่นซล่ะเยอะ) งานนี้ ผมตัดสินใจไม่ใส่หูฟังตั้งแต่ต้น เพราะจากประสบการณ์ Tokyo Marathon มันบอกว่า งานใหญ่ระดับนี้ น่าเก็บบรรยากาศโดยรวมมากว่าอยู่ในโลกส่วนตัว (ตามปกติ ผมจะฟัง podcasts หรือ audiobook ตอนวิ่ง) คิดไม่ผิดจริงๆ น่าสนุกดี มีนักวิ่งจากหลายชาติ และมีนักวิ่งตาบอดมากับ navigator ด้วย น่าทึ่งมาก

ผมวิ่งได้ตามที่ประเมิณตัวเองไว้ได้ดีพอสมควร และด้วยความที่เราซ้อมเมืองไทย อากาศร้อน มาวิ่งในงานเมืองหนาว ทำให้เราทำเวลาได้ไม่เลวนัก แม้จะซ้อมมาไม่เต็มที่ แต่ข้อเสียของการวิ่งเมืองหนาวคือ เมื่อเราดื่มน้ำเยอะ ร่างกายระบายไม่ทัน ทำให้ต้องเข้าห้องนำ้ ผมเข้าไปปัสสาวะครั้งหนึ่ง ตอนครึ่งทางพอดี ทั้งปวดนิดๆและถือโอกาสพัก สะพานในการข้ามแต่ละ borough กินแรงไปพอสมควร แม้ว่า ระยะโดยรวม ทั่วๆไป ถือว่า ค่อนข้างราบ ไม่โหดเท่าไร จุดให้น้ำพร้อมทั้งน้ำเปล่าและเกลือแร่ แต่ถ้าเทียบกับ Tokyo Marathon แล้ว ถือว่า ทาง Tokyo Marathon จัดมาแบบเต็มที่กว่ามากๆ อาหารการกินมีบ้าง ใน station หลังๆ ช่วงครึ่งแรก เท่าที่ผมจำได้ แทบไม่มี

ปัญหาที่ผมเจอ (และเชื่อว่า นักวิ่งหลายๆท่านก็เจอ)คือยังจัดการเรื่องการกินได้ไม่ดี พอผ่านจุด ๓๐ กิโลเมตรไปแล้ว ผมหมดพลังงานไปแล้ว เจ้า Gel  ก็ไม่สามารถช่วยได้เท่าไรนัก ท้องว่างมาก การที่เราไม่ได้เตรียมตัวกินในช่วงตั้งแต่เดินทางจนถึงปล่อยตัว ทำให้เรามีพลังงานเหลือไม่พอในช่วงท้ายของการวิ่ง อาการเจ็บเท้าของผมยังไม่สร้างปัญหาเท่ากับหิว พอมาเจอ station ให้อาหารที่เป็นกล้วยหอม ทำเอาผมแทบเห็นสวรรค์ หยุดวิ่ง พักกินไปสองลูก มีคุณป้าพนักงานทำความสะอาดผิวหมึก เอาแขนเท้าสะเอว แล้วถามผมแบบยิ้มๆว่า How long is your lunch break? ผมได้แต่ตอบไปว่า  I am really hungry

ช่วงสุดท้ายของการวิ่งที่วิ่งกลับเข้ามายัง Manhattan เป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มหมดสภาพแล้ว รองเท้า Nike Free 5.0 ที่เป็นแบบ minimalist ทำให้ผมรับรู้ถึงความแข็งของพื้นถนนในทุกๆก้าวที่ผมจรดปลายเท้าลงไป มันทำให้ผมอดขยาดกับ minimalist ไม่ได้ในกรณีวิ่งยาวแบบนี้และซ้อมไม่ถึง ถึงแม้ว่า เสียงเชียร์ใน 5th Avenue ในนิวยอร์คจะดังมาก แต่ร่างกายผมมันเริ่มทำงานสวนทางแล้ว ไม่มีอาการตะคริว แต่รู้สึกได้ว่า หมดแรง เมื่อเข้าสู่กิโลสุดท้ายใน Central Park ในใจคิดแต่ว่า เมื่อไรจะจบ ผมแข็งใจไม่ยอมเดินเลยตลอด ๔๒.๑๙๕ กิโลเมตร เพราะเชื่อว่า ตัวเองยังทำได้ และเมื่อเห็นเส้นชัยข้างหน้า ใจก็ยังสั่งให้ไปให้จบจนได้

๔ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๒๐ วินาที กับ New York City Marathon 2015 (เวลาทางการ NYRR คือ 04:49:12)IMG_1948img_1951-1

มันเป็นมาราธอนที่สนุกและอยู่ในความทรงจำผมไปอีกนาน แต่มันอดเจ็บใจไม่ได้ว่า ถ้าเราซ้อมถึง เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ อากาศไม่ได้หนาวโหดร้ายเท่า Tokyo Marathon แต่ทางโดยรวม ท้าทายกว่า เพราะมีสะพานและเนินอยู่บ้าง อยากกลับมาแก้มือ

เมื่อเข้าเส้นชัย ขั้นตอนการรับถุงอาหาร เหรียญ และ ผ้าคลุม (poncho) (ในกรณีไม่ฝากของ) ก็เป็นกระบวนการเดินไปเรื่อยๆใน central park ตามแนวที่จัดให้นักวิ่งเท่านั้น เดินไป แต่มันยาวดีจังเลย มันไกลมาก จนผมแปลกใจ แต่ก็อดตกใจกับ aid station ตลอดทางที่จัดไว้ให้กับนักวิ่งไม่ได้ มีคนบาดเจ็บ เป็นตะคริว หรือ ร้องไห้ไม่หยุด เยอะพอสมควรเลย ใครเดินไม่ไหว ก็หยุดกันข้างทางที่กันไว้เป็น aid station IMG_1906 IMG_1901 IMG_1897 IMG_1894 IMG_1889

เจ้า poncho ที่แจกมานี่ มันเท่ดีเหมือนกันแฮะ หนาและกันหนาวได้ชะงัดเลย IMG_1920 IMG_1922 IMG_1932 IMG_1923วันรุ่งขึ้น ผมกลับมาเดินดูจุดขายของที่ระลึกของงาน ณ จุดที่เป็นเส้นชัย ที่ central park โดยเราสามารถนำเหรียญ finisher มาสลักชื่อเราได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่คิวค่อนข้างยาวimg_1982 img_1993

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์  New York Times ที่ทำฉบับพิเศษ ตีพิมพ์ชื่อ finishers ในฉบับด้วย img_1995img_2002 img_2006 แต่เราไม่ต้องซื้อก็ได้ครับ สิ้นเดือนมกราคม (๓ เดือนจากวันวิ่ง) ผมก็ได้รับหนังสือที่ระลึกจากผู้จัด ตีพิมพ์ชื่อทุกท่านที่วิ่งจบเหมือนกัน ทำดีซะด้วยimg_0606img_0610สรุปว่า งาน New York City Marathon 2015 เป็นงานวิ่งที่ผมประทับใจมาก ไม่น้อยไปกว่า Tokyo Marathon เลย เส้นทางไม่โหด ท้าทายนิดๆ ตรงสะพาน แต่ก็ไม่ยากมาก มามีเรื่องคาใจนิดเดียวคือ เราเตรียมตัวมาไม่พร้อมเอง แต่ไม่เจ็บ มันจะเป็นยังไงนะ อยากแก้มือ

ว่าแล้ว ก็….

newyorkcitymarathon2016_acceptance

 

ประสบการณ์ New York City Marathon (๔)

ทันทีที่เครื่องลงจอดที่สนามบิน ผมก็แทบจะพุ่งออกไปจากเครื่อง เวลาตอนนั้น ก็ประมาณ หกโมงเย็นแล้ว เหลืออีกเพียงชั่วโมงเดียว เย็นวันศุกร์ วิ่งเข้าเมืองจะไหวไหมหนอ ถ้าจากที่ศึกษามา ผมต้องหาทางออกจากสนามบิน ด้วยรถเมล์ เพื่อไปขึ้นรถไฟ โดยจะวิ่งตรงไปถึงสถานี 34-St Hudson Yards จากนั้น ก็เป็นระยะที่เดินได้ไปถึงจุดรับ race kit (jarvits center) เลย ลองดูจากแผนที่ด้านล่างนะครับ สนามบิน คือจุด A ด้านขวา และ Jarvits Center คือจุด B ด้านซ้าย ระยะทางประมาณ ๑๖ กิโลเมตร

ไม่วิ่งไปครับ ยังไง ก็ไม่วิ่งไปScreen Shot 2015-11-28 at 4.09.29 PM

พอเดินมาถึงประตูทางออกจากสนามบิน ผมเจอเคาน์เตอร์ขายตั๋วรถบัสที่ตรงไปเกาะ Manhattan ซึ่งเป็นเกาะหลักของนิวยอร์คและ Jarvits Center ก็อยู่ที่นั่น ผมตัดสินใจขึ้นรถบัสคันนี้ เพราะคิดว่า เข้าไปให้ถึงจุดที่ใกล้ที่สุดก่อนดีกว่า จากนั้น ก็ค่อยหาทางไปต่ออีกที เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ป้ายรถเมล์อยู่ไกลแค่ไหน แล้วยังต้องต่อรถไฟอีก รถบัสคันนี้ก็ไปที่เกาะ Manhattan ได้เร็วพอสมควร (ถ้าถือว่าเป็นการขับเข้าเมืองตอนเลิกงาน)

ผมเปิด Google Map ไปด้วยระหว่าง ก็พอจะเห็นว่า รถบัสไปตามทางที่เราพอจะคาดเดาได้พอสมควร ผมพยายามถามคนขับว่า ผมควรจะลงที่จุดไหน ถึงจะใกล้ Jarvits Center ที่สุด แต่ก็จนด้วยเกล้า คนขับ(ซึ่งเป็นเอเชีย ก็ไม่น่าจะเป็นคนท้องที่นิวยอร์คเหมือนกัน) ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่ได้สนใจจะดูแผนที่ในมือถือของผมด้วย ผมดูจากจุด Stop ที่สาม ซึ่งเป็น Port Authority Bus Terminal จากนั้น ก็ขอกระเป๋าลง จากนั้น ก็ใช้มือถือเปิด Google Map แล้วก็เดินไปตามทางใน GPS ตอนนั้น ผมเหลือเวลาประมาณ ๑๐ นาที กึ่งวิ่ง กึ่งเดิน เพราะต้องเข็นกระเป๋าเสื้อผ้า ๔ ล้อเล็กไปด้วย แล้วก็พาตัวเองไปถึง Jarvits Center จนได้ แต่ตอนนั้น ก็เห็นแล้วว่า เลยเวลาไป ๕ นาทีแล้ว เดินหา Hall ที่เป็นจุดจัดงาน ซึ่งไม่ยากเลย เพราะเป็นงานใหญ่ มีป้ายเต็มไปหมด พอไปถึงหน้างาน เจ้าหน้าที่บอกว่า เคาน์เตอร์ปิดแล้ว ผมแทบทรุด เหงื่อแตกไปทั้งตัว ทั้งที่อากาศประมาณ ๑๔ องศาเซลเซียส เนื่องจากวิ่งมาตลอดทาง แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ลองวิ่งเข้าไปข้างในต่อเถอะ อาจจะยังทัน เพิ่งปิดไปไม่ถึง ๑๐ นาทีเลย ผมเลยวิ่งต่อไป เจอทางเข้า มีเชือกมาปิดทางแล้ว 

ณ เวลานั้น ผมไม่ใช่คนเดียวที่มาไม่ทัน ผมจำไม่ได้จริงว่า มีมากี่คน แต่จำได้แม่นว่า เจ้าหน้าที่ผู้หญิง มองมาแบบอิดหนาระอาใจ แล้วก็พยักหน้า ยกเชือกให้ลอดเข้ามา

เกือบไปแล้ว

IMG_1730ขั้นตอนจากนั้น ใช้เวลาไม่ถึง ๕ นาที ผมเอาจดหมายของ New York Road Runners ที่บอกให้พิมพ์มา ไปยังเคาน์เตอร์ที่ระบุว่า BIB Number ของผม เจ้าหน้าที่สาว(หน้าตาน่ารักทีเดียว)ขอดู passport แล้ว แล้วก็ให้ Race kit มา ผมขอบคุณเธอใหญ่ เพราะจริงๆแล้ว เธอควรจะเลิกงานแล้ว แต่เธอก็ดูยิ้มแย้มเต็มใจให้บริการดี จะว่าไป แต่ละเคาน์เตอร์ก็ยังมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอยู่กันครบ ยังไม่ได้เลิกแต่อย่างใด แต่ไม่มีคิวคนมารับ BIB แล้วเท่านั้นเอง สิ่งหนึ่งที่เธอถามผมให้ยืนยัน คือผมเลือกรับ poncho ใช่ไหม เพราะผู้จัดให้แถบรัดข้อมือ สำหรับนักวิ่ง เพื่อเข้าประตูทางออกเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ฝากของและเลือกรับ Poncho เมื่อวิ่งจบแล้วIMG_1771IMG_1782
จากนั้น ด้วยความที่กลัวจะสาย ผมรีบวิ่งไปบูธต่อไป เพื่อเช็คข้อมูลว่า BIB มีข้อมูลผมถูกต้องไหม โดยผ่านเครื่อง Scan ซึ่งก็ถูกต้องดี แถมอาสาสมัครยังบอกว่า ไม่ต้องวิ่งแล้ว

IMG_1734We are all still waiting for you. No need to run.

พอตรวจสอบข้อมูลเสร็จ ก็ไปรับเสื้อ ซึ่งจะแทบจะไม่มีคิวเลย โดยมีการแยกบูธออกมาเป็นผู้หญิง ผู้ชาย ขนาดต่างๆ ไม่สับสนและสะดวกมาก งานนี้จะทำเอาผมที่ประทับใจการรับ BIB ของ Tokyo Marathon มาแล้ว อดประทับใจ New York City Marathon ไม่ได้ ทำได้ไม่แพ้กันเลย สะดวกมากๆ แต่นั่นแหละ ผมมาตอนงานเลิกแล้วนี่หว่า อยากรู้เหมือนกันว่า พรุ่งนี้ ตอนคนมาเยอะๆจะเป็นยังไง IMG_1737IMG_1738

สรุปว่า ผมมารับ race kit ทันเวลา และก็ประทับใจในผู้จัดงานมากทีเดียว อย่างที่บอกครับ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างาน Tokyo Marathon เลย จากจุดนั้น ผมมีเวลาอีกประมาณ ๔๐ นาที ก่อนที่ Expo จะปิด แต่ตอนนั้น ผมเหนื่อยจากการวิ่งพร้อมสัมภาระและเริ่มหิวนิดๆแล้ว ก็เดินรอบ Expo พอเป็นพิธี ค่อยมาดูให้ละเอียดในวันพรุ่งนี้ดีกว่า แต่เท่าที่ดูคร่าวๆ รู้สึกว่า ของไม่ถูกแฮะ

วันรุ่งขึ้น อากาศเย็นๆ ประมาณ ๖ องศาเซลเซียส แต่ไม่รู้สึกว่าหนาวมากนัก ผมก็ออกไปวิ่งที่ Central Park ซึ่งเป็นจุดที่เป็นความใฝ่ฝันว่า อยากจะมาวิ่งให้ได้นานแล้ว เพราะชื่อเสียงของสถานที่โด่งดังมาก วิ่งแล้วรู้สึกเอาเองว่าเท่ดี คนเยอะเลย น่าจะมางานวิ่งนี้เกินครึ่ง ตามตารางซ้อมทั่วไป ก่อนวิ่งมาราธอน ๑ วัน จะไม่ให้วิ่งเยอะแล้ว แต่ผมอยากวิ่งที่นี่ให้ครบรอบ ลองวัดมาคร่าวๆ ก็ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เป็นระยะซ้อมปกติ ไหนๆก็ไหนแล้ว ขอสักหน่อยเถอะ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นบทเรียนจากคราว Tokyo Marathon เมื่อปีที่แล้ว คือ การได้ลองวิ่งที่สนามแปลกถิ่น ก่อนวันจริง ทำให้เราพอคาดเดาได้ว่า เราจะเจออะไรบ้างในวันจริง ปีที่แล้ว พอวิ่งเสร็จ ต้องรีบไปซื้อถุงมือ เพราะมันเย็นมาก (๓ องศาเซลเซียส) แต่ที่ Central Park นี่ ไม่หนาวเท่าที่โตเกียว รู้สึกได้ว่า มีเนินอยู่บ้าง ไม่ราบแบบกรุงเทพ แต่ที่รู้สึกประแปลกตาคือ มีนักวิ่งมาเป็นทีมเยอะมาก ดูแล้วเหมือนมากันเป็นทัวร์จากชาติต่างๆเลย

Screen Shot 2015-11-28 at 6.02.59 PM

จากนั้น ก็ไป Expo ที่ Jarvits Center อีกครั้ง ไปถึงราวๆ ๑๑ โมง ผิดคาดมากๆ ไม่มีคิวคนต่อรับ BIB แบบที่ผมคิดไว้ จะว่าไป มันก็มากกว่าที่ผมมาเมื่อคืนนี้ ไม่มากเลย เรียกได้ว่า ไม่จำเป็นต้องรีบมาตั้งแต่วันศุกร์ มาวันเสาร์ ก็พอ อดรู้สึกเสียดายค่าโรงแรมเมื่อคืนไม่ได้ สำหรับคนที่วางแผนจะมา อันนี้น่าจะทำให้ประหยัดไปได้เยอะอยู่นะครับ

IMG_1706 IMG_1713 IMG_1717 IMG_1725 IMG_1726 IMG_1728 IMG_1727 IMG_1729 IMG_1732

โดยรวมๆแล้ว ผู้จัดงานเตรียมการรับมือได้ดีจริงๆ อาสาสมัครพร้อมมาก เยอะมาก พนักงานคอยดูว่าใครมีปัญหา มากกว่าที่จะจับกลุ่มคุยกันเอง มีทั้งบูธสำหรับคนมาเชียร์ เพื่อสอบถามการเดินทาง ซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปจุด Finish มีคนของทางหน่วยงานที่รับผิดชอบรถไฟ รถเมล์และเรื่อมาเอง

ผมอดนึกเปรียบเทียบกับ Tokyo Marathon ไม่ได้ จัดได้ดีทั้งคู่ แตกต่างกันในเรื่องขนบธรรมเนียม ในงานโตเกียว จะรู้สึกได้ว่า นักวิ่งเป็นคนสำคัญ โค้งแล้ว โค้งอีก คอยพยายามช่วยแม้ว่า อาจจะพูดไม่รู้เรื่อง ส่วน New York นี่ เป็นลักษณะแบบตะวันตก เขารับผิดชอบในส่วนของเขาในแง่การจัดงาน ชัดเจนว่า เขาต้องรับผิดชอบอะไร ชัดเจน ไม่ได้พินอบพิเทาแบบญี่ปุ่น ดีทั้งคู่ คนละบุคคลิก

ในส่วนของ Expo กลับเป็นส่วนที่น่าผิดหวังที่สุดสำหรับผม IMG_1740 IMG_1741 IMG_1754 IMG_1755 IMG_1756 IMG_1758 IMG_1759IMG_1739

ผมแบ่งสินค้าที่มีขายในงาน Expo เป็น ๔ กลุ่ม

  1. สินค้าที่เป็นที่ระลึกของงาน อันนี้เป็นส่วนของสปอนเซอร์เต็มๆ บูธ ASICS ใหญ่ที่สุดและใหญ่มากด้วย มีสินค้าที่มีโลโก้ New York City Marathon 2015 เต็มไปหมด ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ จะราคาสูงกว่าทั่วไป เพราะมีลิขสิทธิ์ของงานอยู่ อันนี้จะบอกว่าแพง ก็ได้ครับ แต่มันเป็นของประจำงาน ไปหาซื้อที่อื่น ก็ไม่ได้ ส่วนใหญ่จะซื้อเป็นของที่ระลึก ทำใจครับ ถ้าอยากเก็บความทรงจำไว้ ก็ต้องตัดใจ ยอมซื้อ แต่เขาก็ทำดีนะครับ แต่รออ่าน Entry หน้าที่ตอนสุดท้ายของซีรียส์นี้นะครับ ผมมีสรุปไว้นิดหนึ่ง
  2. สินค้าที่ใช้สำหรับวิ่งหน้าหนาว ทั้งเสื้อ กางเกง เสื้อคลุม หมวก สวย เท่ แต่ผมนึกไม่ออกว่า จะเอากลับมาใช้ที่บ้านเรายังไง ชอบครับ ดูดีเลยแหละ บางบูธ ก็ถูกพอรับได้ แต่ก็ตัดใจ ผมไม่รู้จะเอามาทำอะไร
  3. สินค้าวิ่งทั่วไป เสื้อ กางเกง รองเท้า แว่น หมวก ถุงเท้า อันนี้สิ ทำเอาผมผิดหวัง มีบ้างครับที่ถูก แต่โดยทั่วไป ไม่ได้ถูกมาก โดยเฉพาะเทียบกับ Outlet ที่ Texas ที่ผมเพิ่งจากมา ทำให้ผมจำราคาสินค้าเหล่านี้ได้พอสมควร พอรวมๆกับโปรโมชันลดราคาที่ Outlet แล้ว ทำเอาผมเซ็งพอสมควร แต่ก็รู้สึกดีว่า ค่อยกลับไปซื้อที่ Texas แต่สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสออกไป ซื้อจากที่นี่ก็ไม่เลวนัก ราคาโดยทั่วไป ก็ไม่ได้ถูกกว่าที่เมืองไทยเท่าไรนัก แต่มีหลากหลายอยู่บ้าง ปีนี้ ไม่มีบูธของ Nike Adidas Under Armour เท่าที่ผมจำได้มี Asics New Balance The North Face Hoka แต่ที่แปลกใจคือ ไม่ได้มีรุ่นให้เลือกมากนัก อยากจะบอกว่า รออ่านตอนหน้าเหมือนกัน ผมอยากไปเล่าตรงโน้นมากกว่า
  4. สินค้าอาหาร กลุ่มนี้บ้านเรายังไม่มีให้เลือกมากนัก มีหลายบูธทีเดียว ไม่จำเป็นต้องเตรียมซื้อพวก Gel หรือ Energy Bar มาเลย มาเลือกชิม เลือกดื่มได้ตามสบายจากในงาน ราคาไม่แพง (เพราะบ้านเราต้องนำเข้า ที่บ้านเราจะแพงกว่า) ผมซื้อเจลไปสี่ซอง เพราะไม่ได้เตรียมมาเลย เห็นแล้วก็นึกได้ อันนี้ สำหรับคนที่อยากลอง น่าจะสนุก เพราะไปซื้อข้างนอก จะไม่มีให้ชิมแบบนี้

ในส่วนของ Expo โตเกียวมาราธอนกินขาด ทั้งความหลากหลายและขนาดของงาน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เราควรเตรียมตัวมาก่อนคือ ขนาดเสื้อ กางเกง รองเท้า เพราะเอเชียกับ USA ใช้รหัสไม่ตรงกัน สำหรับนักวิ่ง เชื่อว่าทุกคนทราบขนาดเท้าของตัวเอง ทั้งแบบ US UK EU วัดความยาวเป็น CM หรือ ความกว้างแบบ D M 2E และอื่นๆ แต่ที่ผมมักจะให้ความสนใจพิเศษคือขนาดเสื้อ ในบ้านเรา ผมขนาด M แต่ที่อเมริกา ผมขนาด  S เวลาไปเลือกซื้อ ต้องดูแล้วดูอีก (ถ้าไม่มีโอกาสลอง) ลองวัดขนาดตัวเองมาดีๆครับ หรือไม่อย่างนั้น ก็เอาเสื้อตัวที่เราชอบ ติดกระเป๋ามาด้วย แล้วทาบเลย ชัวร์ดี

อีกอันหนึ่งที่ทำได้ดีมาก คือบูธข้อมูลสำหรับนักวิ่งและญาติ ผู้จัดเตรียมข้อมูลมาให้ ทั้งการเดินทางไปยังจุด Start และการรอรับที่จุด Finish การเดินทางทำได้วิธีไหน รับส่งกันตรงไหน ประตูไหนจะเปิด ประตูไหนสำหรับนักวิ่งเท่านั้น ประตูไหนสำหรับคนที่ฝากของ ประตูไหนสำหรับ Poncho มีใบปลิวและหนังสือที่มีข้อมูลอยู่ เพื่อเอากลับไปอ่านเตรียมตัว และมีเวทีที่เชิญนักวิ่งที่มีประสบการณ์มาเล่าประสบการณ์และบอกจุดที่ควรระวังแต่ละไมล์ อันนี้ ทำได้ดีจริงๆครับ ต้องขอชื่นชม

IMG_1752 IMG_1751 IMG_1750 IMG_1749 IMG_1748 IMG_1747 IMG_1746 IMG_1745 IMG_1744 IMG_1742

หมดแล้วสำหรับการเตรียมตัวก่อนวันจริง ตอนหน้าคือตอนสุดท้ายแล้วครับ แต่ก่อนจะนอน มันก็มีเรื่องสนุกๆอีกอัน

ตามประเพณี New York City Marathon จะเลือกวันอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน ปีนีตกวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการเปลี่ยนเวลาของ Day Light Saving พอดี ทางโรงแรมมีการแจ้งว่า คืนวันเสาร์นี้ เวลาตีสอง (ซึ่งก็คือเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑) จะมีการปรับเวลากลับไป ๑ ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ถ้าผมต้องการตื่นตีสี่ ผมต้องตั้งเวลาล่วงหน้าไป ๑ ชั่วโมงให้เป็นตีห้า เพราะจริงๆแล้ว นั่นควรจะเป็นตีสี่ แต่……

๑) ผมใช้ iPhone ตั้งปลุก เจ้า iPhone มันควรจะรู้และปรับ Day Light Saving เองใช่ไหม จะตื่นตีสี่ ก็ตั้งตีสี่นั่นแหละ เพราะตอนเรานอนอยู่ มันก็ต้องปรับเองสิ

๒) ผมใช้ Garmin Fenix 3 เจ้านี่ ก็ใช้เวลา GPS ที่ผมเพิ่งจะซิงค์มันไปวันนี้เอง เพราะไปวิ่งที่ Central Parl มา มันก็น่าจะรู้ใช่ไหมว่าจะมีการเปลี่ยนเวลาตาม Day Light Saving

๓) โรงแรมมีนาฬิกาหัวเตียวให้ ซึ่งดูแล้ว มันทำงานตามการเสียบปลั๊กไป เจ้านี่น่ะ ไม่ฉลาดเท่าสองตัวแรกแน่ ถ้าจะใช้เจ้านี่ปลุกตีสี่ เราต้องตั้งตีห้าสินะ

สุดท้าย ผมเลือกตั้งนาฬิกาปลุกตามปกติ ตีสี่ เพราะคิดว่า Smart Device มันต้อง Smart (สิวะ)

นอนละ พรุ่งนี้ มาลุ้นกัน

ประสบการณ์ New York City Marathon (๓)

หนึ่งเดือนก่อนวันวิ่งจริง ผู้จัดจะโปรโมทงานวิ่งอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นทาง FB page ทางอีเมล และสื่อโฆษณาอื่นๆ เรียกได้ว่า คนซ้อมไปงานนี้ ตื่นเต้นมากขึนเรื่อยๆ แค่ได้อ่านจากสื่อต่างๆ พอๆกับผมเองก็เริ่มทำใจเรื่องทำให้ได้ต่ำกว่า ๔ ชั่วโมง เพราะรู้สภาพร่างกายตัวเอง แต่ก็เชื่ออยู่ลึกๆว่า ไม่น่าแย่เท่าที่สิงคโปร์มาราธอน ซึ่งนั่นล่อไป ๕ ชั่วโมงกับอีกเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะอย่างไรเสีย ความเย็นของนิวยอร์คน่าจะช่วยได้อยู่ แต่อาการบาดเจ็บฝ่าเท้า กับ การฟิตให้พร้อมวิ่งตลอดระยะ ๔๒.๑๙๕ กิโลเมตร ยังไงก็ยังไม่เต็มร้อยและซ้อมไม่ทัน

ผมกำหนดเดินทางไปอยู่บ้านน้องสาวผมที่ Texas เกือบ ๑ สัปดาห์ล่วงหน้า จากนั้นก็บินไปนิวยอร์ควันศุกร์ โดยกะว่าจะไปรับ BIB ในเย็นวันศุกร์ เพื่อหลีกเลี่ยงนักวิ่งที่จะไปรับ BIB ในวันเสาร์ ซึ่งผมคาดว่าน่าจะเยอะมาก โดยผมกะว่าจะขอไปวิ่งที่ Central Park ให้ได้ในวันเสาร์เช้า และแวะไปซื้อของใน Expo แทน จากนั้น ก็กลับมานอนคืนวันเสาร์ให้เต็มที่ วันอาทิตย์ต้องตื่นตีสี่ เพื่อมาขึ้นรถไฟ ไปต่อเรือรอบ ๗.๑๕ น. และน่าจะไปทันจุด Start ที่น่าจะเริ่มประมาณ ๑๐ ถึง ๑๑ โมง เมื่อวิ่งเสร็จ ก็นอนในนิวยอร์คอีกคืน แล้วก็กลับไป Texas

สิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มพะวงคือ ผมแทบไม่ได้ข้อมูลอะไรจากผู้จัดงานวิ่งเลย ตั้งแต่เลือกวิธีเดินทางไปงานกับการเลือกรับ poncho เสร็จไปตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคม

‘ตกลงกูได้ไปวิ่งจริงใช่ไหมเนี่ย’

ผมไปขอ VISA อเมริกา ประมาณสิ้นเดือนกันยายน ใช้เวลาสั้นมาก ราบลื่นอย่างน่าตกใจ เมื่อเทียบกับครั้งแรก เมื่อสิบปีที่แล้ว อุตส่าห์เตรียมไปโม้กับเจ้าหน้าที่ว่าจะไปวิ่ง New York City Marathon แต่เจ้าหน้าที่เห็นข้อมูลเก่าผม ก็ถามแค่ว่ามา renewใช่ไหม เพราะเคยมี VISA สิบปี และหมดอายุไปแล้ว จากนั้น ก็บอกให้ผมกลับไปได้ จะส่งหนังสือเดินทางกลับทาง EMS

‘ว้า ยังไม่ได้เล่าเลย’

สองสัปดาห์ก่อนถึงวันวิ่ง ผมได้รับจดหมายจากทาง New York Road Runners ว่า ผมได้เวลาปล่อยตัวที่ Wave2 ปล่อยตัว ๑๐:๑๕ น. โดยต้องไปประจำที่จุดเขียว และให้ผมพิมพ์จดหมายฉบับนี้ ไปที่งาน Expo เพื่อรับ Race pack

‘เฮ่อ ได้ไปจริงๆแล้วโว้ย’

ผมไปถึงอเมริกา ๑ สัปดาห์ก่อนวิ่งจริง ผมเลือกพักขา เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ โดยวิ่งไปแค่ ๒ ครั้ง ไม่ยาวมากนัก ระหว่างนั้นก็กลับไปหาอ่าน Blog คนอื่นๆที่เคยวิ่งงานนี้ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนหน้าที่จะเดินทางมา ผมเจอ Blog อันนี้ ของ Elizabeth Maiuolo มีคำแนะนำเพิ่มเติมดีๆเพียบ อันหนึ่งที่ผมชอบคือ เธอแนะนำว่า ให้หาซื้อ Mylar blanket เพื่อใช้คลุมตัวก่อนเข้างาน แล้วก็โยนมันทิ้งที่จุด Start จังหวะนี้ ผมเชื่อว่า คนไทยทั่วไป(แน่นอนว่า รวมผมด้วย)ไม่รู้จัก Mylar Blanket พอไปหาดูใน amazon.com ก็ถึงบางอ้อ มันคือผ้าคลุมสีเงินสะท้อนแสง ที่เราเห็นในข่าวอุบัติภัย ที่เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ประสบเหตุคลุมตัว ไม่ว่าจะในภาพข่าวจริงหรือในหนัง มีคุณสมบัตรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้ มีให้เลือกหลายขนาด แต่ที่ทำให้ผมสะดุดใจที่สุด ราคา ทาง amazon.com มีขายหลายๆแพ็ค แพ็คละ ๔ ผืน หรือมากกว่านั้น เฉลี่ยแล้ว ผืนหนึ่งตกอยู่ที่ $1.00 เท่านั้นเอง ใช่ครับ ไม่ถึง ๔๐ บาท พกง่ายมาก พับแล้วมีขนาดพอๆกับนามบัตร ๕ ใบ ผมเลยสั่งซื้อจาก Amazon ๑ แพ็คเล็กให้ไปส่งที่บ้านน้องผม เมื่อไปถึง ก็แกะออกมาลอง ปรากฎว่า มันผืนใหญ่มาก ขนาด ๕๔ นิ้ว * ๘๔ นิ้ว คลุมตัวเราได้สบายๆ แล้วมันก็อุ่นจริงๆด้วย อย่างนั้น ก็ไม่ต้องเตรียมเสื้อหนาวไปจุด Start แล้ว พกเจ้านี่ไปเลย สองผืน เผื่อไว้ เอาละพร้อมแล้ว ถึงเวลาไปนิวยอร์ค

กำหนดการรับ race pack เปิดรับตั้งแต่ ๙ โมงเช้าถึงหนึ่งทุ่มในวันศุกร์ แต่ตัว Expo ยังเปิดถึงสองทุ่ม ตั๋วเครื่องบินที่ซื้อไว้ จะถึง New York เวลา ๑๖ :๓๐ น. เรามีเวลาเดินทางสองชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากว่าเดินทางคนเดียวและไปวิ่งอย่างเดียว ผมเลยให้น้องซื้อตั๋วแบบที่ไม่ต้องเสียเงินฝากกระเป๋าลงใต้เครื่อง นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังไม่ต้องเสียเวลารอกระเป๋าด้วย ศึกษาเส้นทางเดินทางจากสนามบินว่าจะไปให้ถึงจุดรับ race kit ในเมืองไว้ เพื่อให้ทันเวลา ผมเคยไปนิวยอร์คมาแล้ว ๑ ครั้ง เมื่อสิบปีที่แล้ว เข้าไปแค่วันเดียว แต่ในใจก็บอกว่า ย่างกุ้ง พนมเปญ เวียงจันทร์ ฮานอย ก็ไปมาแล้ว นี่มัน New York นะโว้ย มันจะยากได้ยังไง

เมื่อถึงวันเดินทาง ล่ำลาน้องสาวผมเสร็จ ก็เข้าไปเช็คอิน เจอ surprise แรก ผมไม่ได้เอะใจเช็คตั๋วเครื่องบินอีกที อ้าว เราไปลงสนามบิน La Guadia หรือนี่ มัวแต่ไปหาอ่านข้อมูลสนามบิน JFK (New York มีสองสนามบิน)

เอ้า ไม่เป็นไร พอมีเวลา เรามาสนามบินเร็ว พอหาข้อมูลอ่านได้จากเน็ท ก็ให้มาเจอ surprise สอง เครื่องบินดีเลย์ ๑ ชั่วโมง โอ้ วายป่วง แล้วนี่กูจะไปถึงกี่โมงกัน(วะ) แล้วจะทันไปรับ race kit ก่อนหนึ่งทุ่มไหม มันแทบจะทำลายวัตถุประสงค์ของการเข้า New York วันศุกร์เลย เพราะวันเสาร์ตั้งใจจะไปวิ่ง อาจจะอดได้เลยนะเนี่ย

ยังไงก็ต้องทำใจ ศึกษาข้อมูล และรีบวิ่งออกไปจากเครื่องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเข้าไปที่ Jarvits Center ให้ทัน

ประสบการณ์ New York City Marathon (๒)

ในส่วนของทางผู้จัด เราต้องเข้าไปดูข้อมูลเป็นระยะๆ โดยจะมีเมลมาเตือน เนื่องจากว่าจุดเริ่มต้นของการวิ่ง (Start) กับเส้นชัย (Finish) ของงานนี้ เป็นคนละจุดกัน เราต้องเดินทางไปยังจุดเริ่มต้นที่อยู่ Staten Island (ตอนใต้ของ New York) และจบใน Central Park, Manhattan ทางผู้จัดจะให้เราต้องตัดสินใจสองเรื่อง นั่นคือ

  1. ให้เลือกว่าเราจะเดินทางไปยังจุด Start โดยรถบัส หรือ ทางเรือ ทั้งสองอย่างรวมอยู่ในค่าสมัครแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ถ้าเราไปเองได้ ก็แล้วไป แต่งานนี้ คนวิ่งเยอะมาก เฉพาะนักวิ่งก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ดังนั้น การขับรถไปจุดเริ่มต้นด้วยรถส่วนตัวนี่ แทบจะตัดทิ้งไปเลย ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ หรือทางรถบัส เราต้องระบุรอบที่เราต้องการขึ้นด้วยว่า จะขึ้นรอบกี่โมง ห่างกันรอบละครึ่งชั่วโมง ผมเลือกเวลากลางๆ ตอนนั้น ยังไม่ทราบว่า ตัวเราจะได้ปล่อยตัวกี่โมง ทราบคร่าวๆว่า นักวิ่งกลุ่มแรก (Elite runners) ได้ออกตั้งแต่ ๙ โมงเช้า แล้วก็ค่อยๆปล่อยไปเป็น wave เราต้องประเมินเองว่า เราน่าจะได้ออก wave ไหน โดยดูจากเวลาที่เรา submit ในเว็บ New York Road Runners ลองหาอ่านใน Blog ของคุณ Runar ดู แกเขียนดีทีเดียว
  2. ให้เลือกว่า จะฝากของ ณ จุด start หรือ เลือกรับผ้าคลุม (Poncho) เป็นที่ระลึก

ผมลอง search อ่านจากคนที่เคยผ่านงานนี้มาบ้าง มาเจอ Blog นี้ ของคุณ Runar B. Gunderson ซึ่งให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เยอะมาก แกวิ่งงานนี้มา ๓๗ ปีแล้ว ช่วยทำให้ผมประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายไปเยอะมาก

คุณ Runar แนะนำในข้อแรกให้เดินทางไปทางเรือ เพราะใช้เวลาแน่นอน ไม่นาน และที่สำคัญ ได้เห็นวิวสวยๆจากเรือ ทั้ง New York และ Statue of Liberty สำหรับคนรุ่นเก่าอย่างผมแล้ว ผมนึกถึงเรื่อง Working Girl ขึ้นมาทันที ชอบเรื่องนั้น นางเอกของเรื่องเดินทางทางเรือในเรื่องหลายครั้ง และมีฉากหลังเป็นนิวยอร์คและเทพีฯด้วย นอกจากนี้แล้ว คุณ Runar บอกว่า แม้ว่ารถบัสจะสะดวกว่า เพราะขึ้นในเมืองแล้วก็ลงที่จุด Start เลย แต่ตัวแกเอง เคยเจอรถติด ๒ ชั่วโมงในเช้ามืดวันอาทิตย์มาแล้ว แกเลยไม่แนะนำ ผมเชื่อว่า สำหรับนักวิ่งที่มาจากต่างแดน น่าจะชอบเรือมากกว่า วิวสวยจริงๆแหละ คนก็ไม่เยอะ ถ่ายรูปสบายๆ ลองดู Music Video “Let the River Run” จากเรื่องนี้ดูครับ

ส่วนเรื่องฝากของ แกบอกว่า Poncho สวย ทำดี มีคุณค่าน่าสะสม ส่วนการฝากของ ไม่จำเป็น ให้หาเสื้อผ้าที่เตรียมทิ้งได้ ไปดีกว่า แล้วก็ถอดทิ้งก่อนวิ่ง ทางผู้จัดจะรวบรวมนำเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้ นำไปบริจาคครับ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องมีเสื้อผ้าเพิ่มเติม อันนี้ เนื่องจากว่า New York เดือนพฤศจิกายน มีโอกาสหนาวมากๆได้ครับ หลายๆคนจะนิยมพอกผ้าไว้กันหนาว แล้วก็ไปถอดทิ้งตอนจะวิ่ง ผมก็เลือก Poncho ครับ เชื่อคุณ Runar กะว่า ถึงตอนเดินทาง จะเอาเสื้อกางเกงที่เก่าๆแล้วไปใช้

ทั้งสองอย่างที่ต้องเลือก (การเดินทางไปจุด Start และ การฝากของ) ต้องเลือกเสร็จตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคมนะครับ ก่อนวิ่งจริงตั้งสามเดือน ท่าทางเตรียมงานกันจริงจังมาก ถ้าไม่เข้ามา ผู้จัดจะไม่ปิดรับเรื่อง Poncho ไม่แจกเพิ่ม ส่วนการเดินทาง ในทางปฏิบัติ ผมเห็นว่า ไม่มีข้อจำกัดในการขึ้นเรือนะครับ ตอนหน้า ค่อยขยายความอีกที

อีกเรื่องที่ผมต้องใช้เวลาตัดสินใจนานคือ ที่พักในนิวยอร์ค อ่านจากที่คุณ Runar เขียน แกจะแนะนำว่า ให้พักที่อยู่ในระยะเดินได้จากเส้นชัย (Central Park) เพราะจะมีการปิดการจราจรในวันนั้น ทุกคนจะต้องใช้ Public transport รถไฟใต้ดิน แม้ว่าจะสะดวก แต่คนจะเยอะ

พอผมลองหาโรงแรมในนิวยอร์คดู ราคาของมันทำเอาผมเหงื่อแตก ในระยะเดินได้ที่ว่านี่ มีไอ้แบบหรูๆ จะตกคืนละ $400-$800 ซึ่งแน่นอนว่า ต้องตัดไป ลองสอบถามเพื่อนที่ทำงานบริษัทคนไทยที่เป็นเจ้าของโรงแรมสุดหรูในนิวยอร์ค ขนาดว่าราคาที่ลดให้ ก็ยังอยู่ที่ $450 ซึ่งเกินกว่าที่ผมอยากจ่ายไปมาก สุดท้าย ผมลงเอยที่โรงแรมในระยะเดินได้จาก Central Park จริงๆนั่นแหละ แต่ก็ตกคืนละ $300 ใช่ครับ คืนละหมื่นบาท แต่ก็เอาเหอะ ไม่อยากทรมานตัวเองมากนัก อันนี้ แล้วแต่กระเป๋าตังค์ใครจะอยากจ่ายแค่ไหนจริงๆ

ที่เหลือก็คือ การซ้อม ตามตารางการซ้อมที่ผมทำ ซึ่งก็เหมือนๆกับที่ทั่วไปทำกันก็คือ ให้เวลา ๑๖ สัปดาห์ มีทั้งวิ่งยาว วิ่งเร็ว วิ่งสลับความเร็ว ผมไม่ได้ทำตามทั้งหมด ด้วยความขี้เกียจ แต่ยังรักษาความสม่ำเสมอในการวิ่งไว้ให้ได้สัปดาห์ละ ๔ ถึง ๕ วัน โดยพยายามวิ่งยาวให้ได้ในวันอาทิตย์

สองเดือนแรก (๘ สัปดาห์) ผมทำได้ดีทีเดียว สะสมระยะและความถี่ในการซ้อมได้ดีกว่าตอนซ้อมไป Tokyo Marathon อีก เทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์แล้ว ถ้าไปได้อย่างนี้เรื่อยๆ มีลุ้นต่ำกว่าสี่ชั่วโมง แต่แล้ว ก็เหตุให้ไปไม่ถึงที่ฝันไว้

ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ผมต้องไปรับหน้าที่ดูแลบริษัทที่พม่า ต้องเดินทางทุกสัปดาห์ ตอนแรก ผมก็ยังนึกดีใจว่า น่าจะทำให้ซ้อมได้ดีขึ้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ทั้งการเดินทางและฤดูฝนในเมืองย่างกุ้ง ทำให้ซ้อมได้ไม่เต็มที่นัก ๘ สัปดาห์สุดท้าย เทียบไม่ได้เลยกับ ๘ สัปดาห์แรก มีโอกาสได้ซ้อมวิ่งยาวๆระดับ ๓๐ กิโลเมตร แค่ครั้งเดียว นอกจากนี้แล้ว ผมเจออาการบาดเจ็บที่ฝ่าเท้า Plantar Faciitis ที่เคยเป็นเมื่อสี่ห้าปีก่อน ที่เกิดจากการเล่น Squash กลับมากำเริบอีกครั้ง แรกๆ ก็แค่รำคาญ แต่นานๆไปเข้า เริ่มเจ็บและทำให้ไม่กล้าซ้อมหนักนัก เพราะอาการจะโผล่มาวันรุ่งขึ้น

งาน ครอบครัว ซ้อมและบาดเจ็บ ทำให้ผมต้องลืมเรื่องช่างคุยไปก่อน ค่อยกลับมาทำ ก็ยังทัน ตอนอยู่พม่า ก็ให้เวลากับงาน ตอนอยู่ไทย ก็ต้องให้เวลากับครอบครับ ส่วนวิ่ง คือช่องว่างในแต่ละวันไม่ว่าจะอยู่ไหน 

ในช่วงซ้อมนี้ มีอยู่สองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงวิธีซ้อมเล็กน้อย อันแรกคือการได้อ่านหนังสือ Finding Ultra ของ Rich Roll และอันที่สอง คือการบันทึกกิโลที่ศูนย์กับหนุ่ม คนที่วิ่งเป็นพันกิโลใน ๑ เดือน ทั้งสองคนพูดถึงการวิ่งช้าไว้น่าสนใจ ทั้งสองคนบอกว่า การจะวิ่งให้เร็วได้ ต้องวิ่งช้าให้เป็นก่อน ทั้งคู่มาจากคนละสำนัก แต่ข้อมูลคล้ายๆกัน ผมจำได้ว่า วันนั้น พอผมคุยกับหนุ่มเสร็จ คืนนั้น ผมลองวิ่งที่ความเร็ว ๘ นาทีต่อกิโลเมตร จากเดิมที่วิ่งประมาณ ๖ – ๖:๓๐  นาทีต่อกิโลเมตร

เออ แฮะ มันก็สบายดี ดูเหมือนว่า จะไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด การเทรนให้อยู่ใน Zone 2 นี่ มันเป็นแบบนี้เอง เสียดาย กว่าจะได้ลอง ก็มาท้ายๆ ของการซ้อมแล้ว

ประสบการณ์ New York City Marathon (๑)

New York City Marathon acceptanceเช้าวันเสาร์ที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๘ ระหว่างดื่มกาแฟในช่วงเช้า ได้ยินเสียง SMS เตือนเข้ามาที่โทรศัพท์ จะว่าไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผมตั้งให้รับ SMS เตือน เมื่อมีการหักเงินออนไลน์ไว้ แต่คราวนี้ รสชาติกาแฟในปาก ขมปี๋ขึ้นมาทันทีที่เห็นยอดเงินที่หัก

“US$ 347.00 โดย NewYorkRR”

เฮ้ย เครดิตการ์ดกูโดนแฮ็ค

ว่าแล้วก็โทรไปธนาคาร เพื่อทำการสอบถามทันที พนักงานธนาคารก็เห็นข้อมูลเท่าที่ผมเห็นเหมือนกัน เธอก็แจ้งด้วยความหวังดีว่า ผมยังสามารถยกเลิก transaction นี้ได้ ถ้าคิดว่า เป็นการหักเงินแบบไม่ปกติ

ระหว่างที่เธอหาข้อมูลให้ ผมชักเอะใจ ก็ลอง search ใน Twitter ดู จำไม่ได้จริงๆว่าหา Keyword ไหน แต่น่าจะเป็นคำว่า NewYorkRR (ซึ่งผมมาเจอในภายหลังว่าคือ  New York Road Runners) แต่เจอหลายคนๆบอกว่า I got in แล้วก็ตามด้วยเรื่องราวของ New York Marathon จังหวะนั้นทำเอาผมตกใจเหมือนกัน

หรือว่า กูก็ got in (วะ)

ผมก็แจ้งพนักงานธนาคารไปว่า ไม่เป็นไร ผมขอหาข้อมูลก่อน เธอก็เน้นย้ำก่อนวางสายว่า ถ้าไม่มั่นใจ ให้โทรมายกเลิกบัตรได้เลย เพื่อความปลอดภัย ผมก็ขอบคุณเธอไป แต่ใจตอนนั้น เริ่มมองโลกในแง่ดีแล้วว่า สงสัยเราจะได้ lottery pick ได้ไป New York City Marathon จากนั้น ก็ไปที่เว็บไซด์ของ New York City Marathon ซึ่งมีเขียนไว้ว่า ขั้นตอนของการรับเข้างานจะเป็น ๓ ส่วนคือ หักเงินบัตรเครดิต เปลี่ยนสถานะในเว็บไซด์ และส่งเมลยืนยันเข้าร่วมงาน ซึ่งภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้น ผมก็ผ่านกระบวนการที่ว่านี้ครบตามลำดับอย่างที่เขาแจ้ง

ผมจำไม่ได้จริงๆว่า ลงชื่อไปตอนไหน แต่จำได้ว่าลงชื่อไปพร้อมเสียค่าธรรมเนียม $10 (ไม่คืนเงินไม่ว่ากรณีใด) ซึ่งก็น่าจะเป็นเดือนแล้ว เนื่องจากงานนี้ เป็นงานมาราธอนใหญ่ระดับโลก อยู่ใน 6 รายการหลัก (Boston, New York, Chicago, London, Berlin และ Tokyo) ความรู้สึกที่จะได้รับคัดเลือก ก็คงเหมือนทุกคนที่ซื้อลอตเตอรี่ อยากได้ แต่ก็รู้ว่ายากมาก

ความรู้สึกแรก เมื่อรู้ว่าได้ ก็แน่นอนว่า ดีใจมาก และความรู้สึกต่อมาคือ เราคงต้องเสียเงินทั้งหมดอีกประมาณหนึ่งแสนบาทเป็นแน่ ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พักในนิวยอร์ค และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ก็เอาเถอะ งานใหญ่แบบนี้ สำหรับนักวิ่งทุกคน ถ้าได้แล้ว ก็ต้องไป ไม่มีใครอยากปฏิเสธแน่ๆ

งานนี้ไม่ใช่งานแรกที่ผมไปวิ่งต่างประเทศ ก่อนหน้านั้น ๑ ปี ผมได้ไปวิ่ง Tokyo Marathon (๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗) ซึ่งนั่นก็ถือว่า ฟลุกมากแล้วที่ได้ งานนั้น ผมจบที่ ๔ ชั่วโมง ๑๘ นาที ๓๐ วินาที ไม่เร็วเลย สำหรับคนอายุ ๔๔ ปีในตอนนั้น มางานนี้ อายุก็ ๔๕ ปี มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าครึ่งปี ก็ยังหวังว่า น่าจะทำได้ต่ำกว่า สี่ชั่วโมง ก็ต้องลองสินะ

แต่ก่อนอื่น ก็ต้องประกาศใน Facebook ก่อนสิ รออะไรล่ะ