ประสบการณ์ New York City Marathon (๒)

ในส่วนของทางผู้จัด เราต้องเข้าไปดูข้อมูลเป็นระยะๆ โดยจะมีเมลมาเตือน เนื่องจากว่าจุดเริ่มต้นของการวิ่ง (Start) กับเส้นชัย (Finish) ของงานนี้ เป็นคนละจุดกัน เราต้องเดินทางไปยังจุดเริ่มต้นที่อยู่ Staten Island (ตอนใต้ของ New York) และจบใน Central Park, Manhattan ทางผู้จัดจะให้เราต้องตัดสินใจสองเรื่อง นั่นคือ

  1. ให้เลือกว่าเราจะเดินทางไปยังจุด Start โดยรถบัส หรือ ทางเรือ ทั้งสองอย่างรวมอยู่ในค่าสมัครแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ถ้าเราไปเองได้ ก็แล้วไป แต่งานนี้ คนวิ่งเยอะมาก เฉพาะนักวิ่งก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ดังนั้น การขับรถไปจุดเริ่มต้นด้วยรถส่วนตัวนี่ แทบจะตัดทิ้งไปเลย ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ หรือทางรถบัส เราต้องระบุรอบที่เราต้องการขึ้นด้วยว่า จะขึ้นรอบกี่โมง ห่างกันรอบละครึ่งชั่วโมง ผมเลือกเวลากลางๆ ตอนนั้น ยังไม่ทราบว่า ตัวเราจะได้ปล่อยตัวกี่โมง ทราบคร่าวๆว่า นักวิ่งกลุ่มแรก (Elite runners) ได้ออกตั้งแต่ ๙ โมงเช้า แล้วก็ค่อยๆปล่อยไปเป็น wave เราต้องประเมินเองว่า เราน่าจะได้ออก wave ไหน โดยดูจากเวลาที่เรา submit ในเว็บ New York Road Runners ลองหาอ่านใน Blog ของคุณ Runar ดู แกเขียนดีทีเดียว
  2. ให้เลือกว่า จะฝากของ ณ จุด start หรือ เลือกรับผ้าคลุม (Poncho) เป็นที่ระลึก

ผมลอง search อ่านจากคนที่เคยผ่านงานนี้มาบ้าง มาเจอ Blog นี้ ของคุณ Runar B. Gunderson ซึ่งให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เยอะมาก แกวิ่งงานนี้มา ๓๗ ปีแล้ว ช่วยทำให้ผมประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายไปเยอะมาก

คุณ Runar แนะนำในข้อแรกให้เดินทางไปทางเรือ เพราะใช้เวลาแน่นอน ไม่นาน และที่สำคัญ ได้เห็นวิวสวยๆจากเรือ ทั้ง New York และ Statue of Liberty สำหรับคนรุ่นเก่าอย่างผมแล้ว ผมนึกถึงเรื่อง Working Girl ขึ้นมาทันที ชอบเรื่องนั้น นางเอกของเรื่องเดินทางทางเรือในเรื่องหลายครั้ง และมีฉากหลังเป็นนิวยอร์คและเทพีฯด้วย นอกจากนี้แล้ว คุณ Runar บอกว่า แม้ว่ารถบัสจะสะดวกว่า เพราะขึ้นในเมืองแล้วก็ลงที่จุด Start เลย แต่ตัวแกเอง เคยเจอรถติด ๒ ชั่วโมงในเช้ามืดวันอาทิตย์มาแล้ว แกเลยไม่แนะนำ ผมเชื่อว่า สำหรับนักวิ่งที่มาจากต่างแดน น่าจะชอบเรือมากกว่า วิวสวยจริงๆแหละ คนก็ไม่เยอะ ถ่ายรูปสบายๆ ลองดู Music Video “Let the River Run” จากเรื่องนี้ดูครับ

ส่วนเรื่องฝากของ แกบอกว่า Poncho สวย ทำดี มีคุณค่าน่าสะสม ส่วนการฝากของ ไม่จำเป็น ให้หาเสื้อผ้าที่เตรียมทิ้งได้ ไปดีกว่า แล้วก็ถอดทิ้งก่อนวิ่ง ทางผู้จัดจะรวบรวมนำเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้ นำไปบริจาคครับ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องมีเสื้อผ้าเพิ่มเติม อันนี้ เนื่องจากว่า New York เดือนพฤศจิกายน มีโอกาสหนาวมากๆได้ครับ หลายๆคนจะนิยมพอกผ้าไว้กันหนาว แล้วก็ไปถอดทิ้งตอนจะวิ่ง ผมก็เลือก Poncho ครับ เชื่อคุณ Runar กะว่า ถึงตอนเดินทาง จะเอาเสื้อกางเกงที่เก่าๆแล้วไปใช้

ทั้งสองอย่างที่ต้องเลือก (การเดินทางไปจุด Start และ การฝากของ) ต้องเลือกเสร็จตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคมนะครับ ก่อนวิ่งจริงตั้งสามเดือน ท่าทางเตรียมงานกันจริงจังมาก ถ้าไม่เข้ามา ผู้จัดจะไม่ปิดรับเรื่อง Poncho ไม่แจกเพิ่ม ส่วนการเดินทาง ในทางปฏิบัติ ผมเห็นว่า ไม่มีข้อจำกัดในการขึ้นเรือนะครับ ตอนหน้า ค่อยขยายความอีกที

อีกเรื่องที่ผมต้องใช้เวลาตัดสินใจนานคือ ที่พักในนิวยอร์ค อ่านจากที่คุณ Runar เขียน แกจะแนะนำว่า ให้พักที่อยู่ในระยะเดินได้จากเส้นชัย (Central Park) เพราะจะมีการปิดการจราจรในวันนั้น ทุกคนจะต้องใช้ Public transport รถไฟใต้ดิน แม้ว่าจะสะดวก แต่คนจะเยอะ

พอผมลองหาโรงแรมในนิวยอร์คดู ราคาของมันทำเอาผมเหงื่อแตก ในระยะเดินได้ที่ว่านี่ มีไอ้แบบหรูๆ จะตกคืนละ $400-$800 ซึ่งแน่นอนว่า ต้องตัดไป ลองสอบถามเพื่อนที่ทำงานบริษัทคนไทยที่เป็นเจ้าของโรงแรมสุดหรูในนิวยอร์ค ขนาดว่าราคาที่ลดให้ ก็ยังอยู่ที่ $450 ซึ่งเกินกว่าที่ผมอยากจ่ายไปมาก สุดท้าย ผมลงเอยที่โรงแรมในระยะเดินได้จาก Central Park จริงๆนั่นแหละ แต่ก็ตกคืนละ $300 ใช่ครับ คืนละหมื่นบาท แต่ก็เอาเหอะ ไม่อยากทรมานตัวเองมากนัก อันนี้ แล้วแต่กระเป๋าตังค์ใครจะอยากจ่ายแค่ไหนจริงๆ

ที่เหลือก็คือ การซ้อม ตามตารางการซ้อมที่ผมทำ ซึ่งก็เหมือนๆกับที่ทั่วไปทำกันก็คือ ให้เวลา ๑๖ สัปดาห์ มีทั้งวิ่งยาว วิ่งเร็ว วิ่งสลับความเร็ว ผมไม่ได้ทำตามทั้งหมด ด้วยความขี้เกียจ แต่ยังรักษาความสม่ำเสมอในการวิ่งไว้ให้ได้สัปดาห์ละ ๔ ถึง ๕ วัน โดยพยายามวิ่งยาวให้ได้ในวันอาทิตย์

สองเดือนแรก (๘ สัปดาห์) ผมทำได้ดีทีเดียว สะสมระยะและความถี่ในการซ้อมได้ดีกว่าตอนซ้อมไป Tokyo Marathon อีก เทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์แล้ว ถ้าไปได้อย่างนี้เรื่อยๆ มีลุ้นต่ำกว่าสี่ชั่วโมง แต่แล้ว ก็เหตุให้ไปไม่ถึงที่ฝันไว้

ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ผมต้องไปรับหน้าที่ดูแลบริษัทที่พม่า ต้องเดินทางทุกสัปดาห์ ตอนแรก ผมก็ยังนึกดีใจว่า น่าจะทำให้ซ้อมได้ดีขึ้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ทั้งการเดินทางและฤดูฝนในเมืองย่างกุ้ง ทำให้ซ้อมได้ไม่เต็มที่นัก ๘ สัปดาห์สุดท้าย เทียบไม่ได้เลยกับ ๘ สัปดาห์แรก มีโอกาสได้ซ้อมวิ่งยาวๆระดับ ๓๐ กิโลเมตร แค่ครั้งเดียว นอกจากนี้แล้ว ผมเจออาการบาดเจ็บที่ฝ่าเท้า Plantar Faciitis ที่เคยเป็นเมื่อสี่ห้าปีก่อน ที่เกิดจากการเล่น Squash กลับมากำเริบอีกครั้ง แรกๆ ก็แค่รำคาญ แต่นานๆไปเข้า เริ่มเจ็บและทำให้ไม่กล้าซ้อมหนักนัก เพราะอาการจะโผล่มาวันรุ่งขึ้น

งาน ครอบครัว ซ้อมและบาดเจ็บ ทำให้ผมต้องลืมเรื่องช่างคุยไปก่อน ค่อยกลับมาทำ ก็ยังทัน ตอนอยู่พม่า ก็ให้เวลากับงาน ตอนอยู่ไทย ก็ต้องให้เวลากับครอบครับ ส่วนวิ่ง คือช่องว่างในแต่ละวันไม่ว่าจะอยู่ไหน 

ในช่วงซ้อมนี้ มีอยู่สองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงวิธีซ้อมเล็กน้อย อันแรกคือการได้อ่านหนังสือ Finding Ultra ของ Rich Roll และอันที่สอง คือการบันทึกกิโลที่ศูนย์กับหนุ่ม คนที่วิ่งเป็นพันกิโลใน ๑ เดือน ทั้งสองคนพูดถึงการวิ่งช้าไว้น่าสนใจ ทั้งสองคนบอกว่า การจะวิ่งให้เร็วได้ ต้องวิ่งช้าให้เป็นก่อน ทั้งคู่มาจากคนละสำนัก แต่ข้อมูลคล้ายๆกัน ผมจำได้ว่า วันนั้น พอผมคุยกับหนุ่มเสร็จ คืนนั้น ผมลองวิ่งที่ความเร็ว ๘ นาทีต่อกิโลเมตร จากเดิมที่วิ่งประมาณ ๖ – ๖:๓๐  นาทีต่อกิโลเมตร

เออ แฮะ มันก็สบายดี ดูเหมือนว่า จะไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด การเทรนให้อยู่ใน Zone 2 นี่ มันเป็นแบบนี้เอง เสียดาย กว่าจะได้ลอง ก็มาท้ายๆ ของการซ้อมแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *