ช่างคุย ๒๕๕ ถ่ายรูปแสงเหนือกับพี่หลาม

พี่หลามไปนอร์เวย์กับภรรยา โดยซื้อทัวร์ไปกัน อ่านหนังสือเตรียมตัวก่อนไปสองสามวัน แล้วก็ไปถ่ายรูปแบบเตรียมตัวมาในระดับหนึ่ง เล่าประสบการณ์การถ่ายรูปอย่างไรให้ติดแสงเหนือมาให้ได้ จะว่าไป ก็อาศัยโชคในระดับหนึ่งเหมือนกัน รายละเอียดอยู่ที่นี่ ครับ

Teerak Boonprecha went to see the Aurara phenomenon in Norway with his wife, joining a tour group in November 2016. He was deeply impressed with the overall atmosphere, including the photography experience during the trip. On this episode, he discussed about his photo shooting experience in acquiring the amazing photos. If you can read Thai, he has written a detailed information on the how-to here.

 

Episode Date Duration Audio Video
Changkhui 255 Aurora Photography July 16, 2017 1 Hours 35 minutes MP3 89 MB MP4 1.1 GB

ของประจำการเดินทาง

ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๘ (2015) หน้าที่การงานทำให้ผมต้องเดินทางเกือบทุกอาทิตย์ ไม่ได้ไปไหนไกล ไปแค่ย่างกุ้ง ช่วงวันทำงาน อยู่ย่างกุ้ง สุดสัปดาห์ อยู่กทมกับครอบครัว ระยะการบินก็แค่ ๑ ชั่วโมง การจัดกระเป๋าเดินทาง ก็เริ่มเป็นกิจวัตรที่ทำทุกสัปดาห์ มีที่พักประจำที่ย่างกุ้ง

ข้าวของหลายชิ้น เมื่อแบกไปแบกมาหลายครั้งเข้า ก็พบว่า ไม่จำเป็น ในขณะที่หลายชิ้น ก็พบว่า ทำไมมันถึงจำเป็น มีคนซื้อ และราคาไม่น้อยเลย มีคนถามอยู่เรื่อยๆว่า จัดกระเป๋าเดินทางอย่างไรบ้าง ก็เลยเขียน entry นี้เก็บไว้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต เราก็แบกของพวกนี้อยู่ทุกอาทิตย์

Gadget

  1. Battery Bank + สายชาร์จ ต่อให้ไม่ใช่คนชอบใช้ gadget ก็เลี่ยงจะพกสิ่งนี้ไม่ค่อยได้แล้วในยุคนี้ ยิ่งมาเจอความน่าจะเป็นเครื่องบินเลื่อนเวลา ต้องรับส่งเมล การใช้งานโทรศัพท์หรือ notebook ยิ่งมากขึ้น ยิ่งต้องมีของชิ้นนี้สำรอง สำหรับผม ใช้ Anker ขนาด 10,000mA กำลังดี มากพอที่จะชาร์จอุปกรณ์ได้ 2 รอบ และขนาดเล็กพอที่จะไม่โดนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินเรียกดู เท่าที่เจอด้วยตัวเอง สนามบินทั่วไปจำกัดขนาด Battery Bank ไว้ที่ไม่เกิน 30,000mA ผมมีขนาด 20,000mA อยู่ 1ก้อน โดนเรียกดูทุกครั้ง จนเลิกพก ทิ้งไว้ที่ย่างกุ้งเลย เพราะที่โน่น ไฟดับบ่อยอยู่แล้ว เผื่อใช้ตอนไฟดับไปเลย
  2. กล้องถ่ายรูป เคยพกและไม่ได้ใช้ จนเลิกพก และมาเจอเหตุการณ์ที่ต้องใช้ และสามารถหยิบยืมคนรู้จักได้หน้างาน ก็เลยกลับมาพกใหม่ สำหรับผม ขนาด compact สเปกสูง PANASONC LX10 กำลังดี คุณภาพและขนาดอยู่ในระยะที่ผมพอใจ เล็กพอที่จะไม่เป็นภาระ และใส่ในกระเป๋าเล็กได้ คุณภาพดีพอที่จะใช้งานจริงจัง
  3. สายต่อ Notebook เข้าโปรเจคเตอร์ มีทั้ง VGA และ HDMI ในระยะ 12 เดือนที่ผ่านมา ใช้ HDMI เป็นหลัก ดูเหมือนว่า VGA จะค่อยๆลดลงไปแล้ว ถ้าจัดขั้นกว่านี้ ก็ต้องพก Projector ไปเอง  ซึ่งแม้ว่า ขนาดของมันจะลดลงไปมากในปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังเกินจำเป็นไปด้วยราคาปัจจุบัน
  4. HD สำรองข้อมูล เก็บหนัง และอื่น เผื่อใช้งาน ขนาดเล็ก ความจุใหญ่ (4TB) แม้จะ Backup ไว้หลายที่ ทั้ง Amazon Cloud, Google Drive, One Drive และ iCloud แต่ก็ยังต้องเผื่อไว้ใกล้ตัว เมื่อจำเป็นต้องใช้ หรือ ไม่มีเน็ทให้ใช้ ก็ยังมีเจ้านี่ไว้แก้ขัด ว่างๆยังมีหนังให้ดูได้ด้วย
  5. Kindle / iPad / Notebook ใช้งานตามสถานการณ์ เจ้า Kindle Voyage อยู่ได้นาน ไม่ต้องชาร์จบ่อย iPad มีไว้อ่านนิตยสารต่างๆ ส่วน Notebook ผมยังชอบขนาด MacBook Air 11นิ้วอายุ 4 ปีตัวนี้มาก มันทน เร็ว และบางพอที่จะพกพาไปหลายๆที่ได้
  6. Noise Cancellation Headphones สำหรับไฟลท์เกิน 90 นาที เจ้าตัวนี้ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ และถ้าเป็นไฟลท์ไกลๆล่ะก็ มันทำให้การดูหนังบนเครื่องสนุกมากขึ้นเยอะเลย Bose QC 35 ราคาค่อนข้างแพง ถ้าไม่ได้เดินทางบ่อยจริงๆ ตัวนี้คงไม่คุ้ม อีกหนึ่งประโยชน์ที่ชอบคือ สร้างโลกส่วนตัวได้ดี เมื่อจำเป็นต้องทำงานในที่ๆมีคนอยู่เยอะ
  7. Option: Power Extension Cord + USB Charger ช่วยชีวิตไว้หลายครั้ง แถมยังเผื่อแผ่ให้คนรอบข้างได้ด้วย ไม่ถึงขนาดพกติดตัว แต่ก็มีทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปค้างคืน พกหัวแปลง Outlet ไปตัวเดียว เพื่อให้เข้ากับประเทศที่เราไป นอกนั้น ก็ต่อจากสายต่อที่พกไปเอง โดยเฉพาะเจ้า USB Charger มีประโยชน์มาก

อีกชิ้นที่ควรมีไว้ ถ้าต้องค้างคืนตามโรงแรม คือ ลำโพง bluetooth มันทำให้การอยู่ในห้อง ไม่น่าเบื่อเลย

Accessories

  1. แว่นกันแดดและแว่นตา นั่งรถนานๆ มีไว้ ทำให้ชีวิตดีขึ้นเยอะ และสามารถนำมาใช้ตอนวิ่งได้ด้วย ถนอมสายตาในระยะยาว ที่สำคัญ มันช่วยทำให้การนอนบนเครื่องบิน ง่ายขึ้นมาก ส่วนแว่นตา ยังจำเป็นอยู่ ในกรณีที่เดินทางยาว หรือ contact lens หมด สำหรับไฟลท์ ๑-๒ ชั่วโมง ผมยอมนั่งติดหน้าต่าง ขี้เกียจเดินออกเร็ว เลยต้องใส่แว่นกันแดด มันช่วยได้เยอะเลย
  2. ปากกาลูกลื่นและหมึกซึม ผมมีกระเป๋าหลายใบ สลับใช้ตามโอกาส ชอบใช้ปากกาหมึกซึม เขียนสนุก แต่เพื่อกันพลาด ผมจะใส่ปากกาลูกลื่นไว้ในกระเป๋าทุกใบ เผื่อลืมหยิบ ก็ยังมีปากกาให้ใช้ นอกจากเข้ามาเลย์เซียและเวียดนามแล้ว นอกนั้น สำหรับประเทศในแถบนี้ เรายังต้องกรอกฟอร์มตรวจคนเข้าเมืองอยู่ ยังขาดปากกาไม่ได้
  3. กระเป็าเล็ก เพื่อใส่ Gadget และ ของชิ้นเล็ก เมื่อมีของหลายชิ้น กระเป๋าเล็กพวกนี้ ทำให้ของอยู่รวมกัน ไม่กระจายไปทั่วกระเป๋าใหญ่ เผื่อเปิดออกมา ก็หาของง่ายดี ผมชอบแบบใสหรือเป็นตาข่าย มองปุ๊ปแล้วรู้ว่า อะไรอยู่ข้างใน ในนั้น มี USB Drive เล็กๆ สองสามอัน ถ้าจำเป็นต้องแลกไฟล์ ซึ่งณ ปัจจุบัน ลดการใช้งานลงไปมากแล้ว
  4. Option กระติกน้ำเหลี่ยม ถ้าเดินทางสั้น เจ้านี่ไม่จำเป็น แต่ถ้านั่งรถยาวๆ มันช่วยได้เยอะ ที่ต้องเป็นเหลี่ยมเพราะมันผ่าน Airport Security ได้ด้วย เข้าใจว่า เจ้าหน้าที่สนามบินคุ้นเคยแต่กับขวดน้ำทรงกระบอก เพราะเห็นขวดเหลี่ยม คงไม่ได้เอะใจว่า เป็นขวดน้ำ ผ่านมาหมดทั้ง New York, Dallas, Yangon, Singapore และแน่นอน สุวรรณภูมิ
  5. Option เสื้อกันฝน หน้าฝนย่างกุ้งค่อนข้างยาวนานและหนักมาก สิงคโปร์ก็ฝนตกทั้งปี เผื่อไว้ ผมใช้เสื้อฝนสำหรับนักวิ่ง เผื่อใช้ทั้งเดินทางและวิ่ง ในทางปฏิบัติแล้ว ผมใช้น้อยมากๆ หลายๆครั้ง ก็ไม่ได้พกไป

Carry On Luggage

  1. Incase Reform 13″ Tensaerlite ใบนี้คือใบที่อยู่กับตัวตลอดเวลา มีทั้ง notebook kindle และ passport ใช้มา 1 เดือน ชอบมาก ขนาดเล็กพอดีๆ ไม่ให้ใส่เยอะ เลยไม่หนัก และวางใต้ที่นั่งได้สบายๆ ผมไม่ชอบใช้เป้ ชอบทรง Messenger แบบนี้แหละ
  2. กระเป๋าหนัง ในกรณีที่เจ้า Incase เล็กเกินไป ต้องการใส่ของแบบ on-demand ก็ต้องอาศัยใบนี้แทน มาจุดีจัง ข้อเสียก็ตรงที่มันไม่มีรูปทรงตายตัว และเมื่อต้องใส่กล้องถ่ายรูป ก็ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการวางกับพื้นหรือเก้าอี้ เพิ่มขึ้น
  3. Delsey Trolley
    ใบนี้ ถูกใจเกือบทุกอย่าง ยกเว้นตรงที่เป็น 2 ล้อ น้ำหนักเบา จุของได้เยอะ มีช่องใส่เสื้อผ้า หรือ สัมภาระเล็ก และมีช่องใน Notebook และ iPad ที่ค่อนข้างใหญ่ ทำออกมาได้ดี เหมาะกับการเดินทางระหว่างวันในสิงคโปร์ หรือ ฮ่องกงมากๆ ลดภาระของไหล่ได้ดีทีเดียว
  4. Rimowa Bolero Business Multiwheel ของทุกอย่างที่กล่าวข้างต้นและไม่อยู่ใน Incase ผมใส่ในนี้ เน้นที่เป็นล้อ ตั้งแต่ออกจากบ้าน มารออยู่ที่สนามบิน 3-4 ชั่วโมง การใช้กระเป๋า 4 ล้อ มันทำให้ชีวิตดีขึ้นมาก และคงเป็นการยากที่จะกลับไปใช้กระเป๋า notebook ใบใหญ่ๆอีก แต่ข้อเสียของกระเป๋าแบบนี้คือ ต้องคอยแย่งที่วาง luggage เหนือที่นั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าต้องบิน low-cost airline ที่เก็บเงินค่าฝากสัมภาระใต้เครื่อง ดังนั้น ผมก็เลยต้องใช้ใบที่มีขนาดเล็กสำหรับ notebook ทำให้ไม่เป็นที่รังเกียจมากนัก แข็งแรง ทนทานตามสไตล์เยอรมัน

ช่างคุย ๒๕๔ หกเดือนในนิวยอร์คของอ้อมกับมาช

เห็นมาชไปอยู่นิวยอร์คตามที่เป็นเพื่อนกัน Facebook แล้ว ชักสงสัย ไปทำอะไร ไปนานจัง ก็เลยชวนมาชและอ้อมมาเล่าสู่กันฟังว่า เป็นยังไงมายังไง ถึงได้ไปอยู่กันที่นั่น มาพร้อมกับภาพประกอบที่เยอะมาก มากที่สุดเท่าที่เคยทำช่างคุยมา

After having seen Mash, Christmas Apinantaporn, spent a few months in
New York on the second half of 2016 with his wife, Aomm or Pilailak WASINRAT, we became curious about what they were doing there. So we invited them over to share their life experience in New York with their beautiful photos. This was the episode with the most photos inserts of Changkhui, by far

Episode Date Duration Audio Video
Changkhui 254 Six Months in New York with Aomm and Mash January 27, 2017 1 Hours 38 minutes MP3 89 MB MP4 1.2 GB

ไม่หลับไม่นอน ๙๓ เพลงอันดับ ๑ บิลบอร์ด ปี ๑๙๘๖

คุยกันตามประสาคนที่โตมาในยุค ๘๐ ว่าในปี ๑๙๘๖ มีเพลงอะไรติดอันดับ ๑ ฝั่งอเมริกาบ้าง บนชาร์ตของบิลบอร์ด

From two guys who grew up in the 80s, we discussed on number 1 on Billboard Pop chart in 1986.

Episode Date Duration Audio Video
MaiHlapMaiNon 93 Billboard No. 1 in 1986 February 6, 2017 1 Hour 42 Minutes MP3 94 MB MP4 1.3 GB

ช่างคุย ๒๕๓ เข้าตลาดในทรรศนะของ นรากร ราชพลสิทธิ์

นรากร ราชพลสิทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Eureka Design (เข้าสู่ตลาด MAI เมื่อปี ๒๕๕๔) เล่าความเห็นต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ในมุมมองของเจ้าของบริษัท จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ช่างคุยตอนนี้เป็นช่างคุยในรูปแบบแรกๆของช่างคุย เมื่อเริ่มจัดรายการ

Narakorn Ratchapolsitte is the founder of eureka design public company limited, which went public in 2011 in Market for Alternative Investment (MAI) in Thailand. He offered his opinion on why some companies went public and tried to steer investors to see it from owners’ point of view. It explained why some stocks in the thai public markets were static. This episode was Changkhui in its original form.

Episode Date Duration Audio Video
Changkhui 253 IPO by Narakorn January 27, 2017 1 Hours 5 minutes MP3 63 MB MP4 1.5 GB

ช่างคุย ๒๕๒ ๕ชอบ ๕ ไม่ชอบ ปี ๒๕๕๙

มาฟัง ๕ ชอบ ๕​ ไม่ชอบของ ศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย และ รัฐ สุภาพ ครับ

Let’s hear 5 likes and 5 dislikes of 2016 from supadej sutthiphongkanasai and Rud Sooparb

Episode Date Duration Audio Video
Changkhui 252 5 Likes and 5 Dislikes of 2016 December 31, 2016 2 Hours MP3 115 MB MP4 1.5 GB

ไม่หลับไม่นอน ๙๒ ไปดู NFL ที่สนามกับ วรัทธน์ วงศ์มณีกิจ

คุณวรัทธน์ วงศ์มณีกิจ (ตั้ง Twitter.com/Thangman22) มีโอกาสได้ไปดูการแข่งขัน NFL ที่สนามจริง ที่เมือง Seattle ซึ่งเป็นทีมโปรดของตั้ง เราก็เลยเชิญมาคุยกับหมอรัฐซะเลย เพื่อเล่าสู่กันฟังถึงบรรยากาศในสนาม เมื่อเทียบกับการดูผ่านโทรทัศน์ว่า ความสนุกแตกต่างกันขนาดไหน

Warat Wongmaneekit (Thang Twitter.com/Thangman22) had a chance to see a live NFL game at the CenturyLink field in Seattle so we invited him over to share his live experience at the stadium whether it was really that different from watching it on TV.

Episode Date Duration Audio Video
MaiHlapMaiNon 92 NFL Experience Jan 7, 2017 1 Hour 29 Minutes MP3 41 MB MP4 1.1 GB

ประสบการณ์ New York City Marathon (๕)

ตีสี่แล้ว ตื่น ตื่น ตื่น
IMG_1772

  • iPhone บอกเวลาตีสี่
  • Garmin Fenix 3 บอกเวลาตีสี่
  • นาฬิกาโรงแรม บอกเวลาตีห้า และ
  • Google Search “New York Local Time” แสดงเวลาตีสี่

โอเค ตรงกัน

ได้เวลาตื่น เข้าห้องน้ำ ทานอาหาร จัดระเบียบตัวเองให้เรียบร้อย กำหนดการที่ต้องไปให้ทันมี ๒ จุดคือ

  • ๖:๔๕ นาที เวลาขึ้นเรือ เพื่อไปที่จุด Start
  • ๑๐:๑๕ น. เวลาปล่อยตัวของผม

ทั้งๆที่รู้และวางแผนไว้ล่วงหน้า มองย้อนกลับไป ผมก็ยังพลาด ผมลืมเรื่องนี้ไปสนิท ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเวลาปล่อยตัว มันเป็นเวลากว่า ๖ ชั่วโมง ไม่ว่าเราจะทานอาหารเช้าแล้วตั้งแต่อยู่โรงแรม แต่กว่าเราจะวิ่งจริงๆ มันเป็นเวลาที่ค่อนข้างนานนะครับ ผมควรเตรียมอาหารว่างส่วนหนึ่งไปทานก่อนจะวิ่งจริง ผมมานึกถึงเรื่องนี้ได้ตอนไปถึงท่าเรือ พอเห็นชาวบ้านเขาเตรียมอาหารมากัน ก็นึกได้ว่าเราลืมไปเลย มัวแต่จัดระเบียบเครื่องแต่งกายว่า เราจะเอาอะไรไปบ้าง และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนออกจากโรงแรม จาก Blog ของคุณ Runar B. Gunderson และ Blog ของ Elizabeth Maiuolo (ที่เล่าให้ฟังแล้วในตอนก่อนหน้านี้) ทั้งคู่ก็เตือนเรื่องเข้าห้องน้ำว่า มีคิวนาน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ผมพยายามขับถ่ายให้เสร็จเรียบร้อยก่อนออกจากโรงแรม เพราะเลือกใส่กางเกงขายาวแบบ Fitted (ไม่ถึงขนาด compression) ถ้าต้องไปถอดในห้องน้ำสาธารณะ น่าจะลำบากพอดู ศึกษาเส้นทางแล้วว่า ผมสามารถขึ้นรถไฟสายเดียว ไปถึงท่าเรือเลย ว่าแล้วก็ไปได้แล้วล่ะ

บรรยากาศตีห้าครึ่ง กลาง Manhattan เช้านั้น เย็นดี แต่ไม่หนาวมากนัก เลือกใช้เสื้อวิ่งแขนยาวของทางงาน เพราะวิ่งตั้งแต่ ๑๐:๑๕ น. และคาดว่าจะวิ่งจบไม่น่าเกิน ๕ ชั่วโมง ซึ่งนั่นก็ประมาณ ๑๕:๑๕ น. แม้ว่าพยากรณ์อากาศจะบอกว่า เมฆมาก (cloudy) แต่ก็คลุมแขนไว้น่าจะดี แล้วก็คลุมตัวอีกทีด้วย Asics Trail Running Jacket ซึ่งซื้อไว้ตั้งแต่งาน Tokyo Marathon พกพาง่าย พับแล้ว เหลือขนาดเท่ากำปั้นเด็ก เท่านี่ ก็พออุ่นแล้ว ไม่หนาวมากนัก

เดินไปจนถึงจุดที่คิดว่าน่าจะเป็นสถานีรถไฟ แต่ทำไม่เรามองไม่เห็นหว่า ถามตำรวจที่เดินมาแถวนั้น แกก็บอกไม่ได้ ผมมาเดาทีหลังว่า แกเป็น NYPD ที่ถูกเรียกมาประจำการพิเศษจากที่อื่น เพราะวันนั้น กำลังตำรวจที่เห็น ต้องบอกว่า เยอะมากๆ ลองดูอีกที ผมอดหัวเราะไม่ได้ สถานีรถไฟนี้ อยู่ใต้ดิน โดยที่ทางลง ก็อยู่ข้างๆจุดที่ผมถามคุณตำรวจเมื่อกี๊นั่นแหละ มันเป็นบันไดลงไปใต้ดิน ไม่ได้เป็นสถานีอยู่ข้างบน

IMG_1773ที่สถานีรถไฟ มีคนรออยู่พอสมควร ดูท่าแล้วเป็นนักวิ่งทั้งนั้น แต่รู้สึกไม่เหมือนคนอื่นอยู่สองเรื่อง หนึ่งนั้นคือ เราพอกตัวเองบางกว่าคนอื่นพอสมควร สอง เราไม่ได้เตรียมอาหารมาเลย จากจุดนี้ ไม่ยากแล้วครับ คนไปงานเดียวกันเกินครึ่ง ขึ้นรถไฟตามๆกันไปได้เลย แต่ละสถานี ก็มีนักวิ่งเป็นส่วนใหญ่ที่ขึ้นมา จำนวนคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้แน่นมากนัก ทุกคนมีจุดหมายเดียวกัน คือ ลงที่สถานี Whitehall

IMG_1777

ภาพที่เห็นข้างบน คือ ภาพที่ผมเห็นตอนที่เดินขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน บรรยากาศคึกคักมาก ทุกคนดูตื่นเต้นและเตรียมพร้อมมาก พอมาถึงที่นี่ ผมพอจะเห็นแล้ว มีร้านอาหารให้พอเลือกซื้อได้พอสมควร อย่างนั้น ก็ไม่ยากแล้ว ตอนที่กรอกใบเลือกรอบท่าเรือ ผมจำได้ว่า มีให้เลือกประมาณ ๕ ถึง ๖ รอบ แต่ละรอบห่างกันไม่เกิน ๑๕ นาที รอบที่ผมเลือกคือ ๖:๔๕ น. ซึ่งผมทำเวลาได้พอดี มายืนรออีกสัก ๑๕ นาที ก็เรียกให้ขึ้นเรือแล้ว เจ้าหน้าที่ของท่าเรือมาตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระแต่ละคนว่า มีอะไรบ้าง และมี BIB หรือเปล่า ผมไปแบบมือเปล่า ไม่มีอะไรไปเลย ใส่เงิน-Gel-Mylar Blanket-Sunblock ไว้ในกระเป๋าเอว ส่วนมือถือใส่อาร์มแบนด์ไว้ที่แขนซ้าย เจ้าหน้าเรียกไปเข้าไปข้างในสถานีเลย ไม่ต้องต่อคิวตรวจสัมภาระ เรามี BIB เป็นตั๋วรถไฟอยู่แล้ว (ไม่ต้องจ่ายเงิน) มันเป็นอย่างที่คุณ Elizabeth บอกไว้ใน Blog ของเธอ เราสามารถขึ้นเรือเที่ยวไหนก็ได้ ไม่มีคนมาตรวจให้ให้ขึ้นตรงรอบ แต่ก็ควรไปรอบตัวเอง เพราะเจ้าหน้าที่น่าจะจัดทั้งคนและรอบเรือไว้เหมาะสมแล้ว

พอถึงเวลาก็ขึ้นเรือไป ใช้เวลา ๒๐ นาที ไม่นานเลย แถมได้ดูวิวนิวยอร์คจากเรือ ผ่านเทพีแห่งเสรีภาพ สวยดี ไม่นาน หลายๆคนเดินไปถ่ายรูปรอบๆเรือ ผมก็เอาบ้างเหมือนกันIMG_1799เรือจอดที่ท่าในส่วนของนิวยอร์คที่เรียกว่า Staten Island จากจุดนั้น เราต้องนั่งรถบัสไปที่จุดปล่อยตัวที่ปลายสะพาน รถบัสออกเรื่อยๆนะครับ ผมเข้าใจว่า คนเต็มคันเมื่อไร ก็ออก ทุกคนได้นั่งกันหมด สะดวกมาก เราสามารถเลือกเข้าห้องน้ำที่ท่าเรือ ทานอาหาร หรือนั่งรอที่นี่ก่อนก็ได้ คุณ Elizabeth ก็แนะนำให้นั่งรอที่นี่จนกว่า ๑ ชั่วโมงก่อนเวลาปล่อยตัวของเรา ถึงค่อยออก เพราะที่นี่จะเป็นจุดที่เราจะได้อยู่ในอาคารเป็นจุดสุดท้ายแล้ว พอไปถึงที่จุดปล่อยตัว จะเป็นที่โล่ง ซึ่งอากาศอาจจะหนาว หรือมีลมแรง เกินไป เธอบอกว่า หลายๆคนรีบไปจุดปล่อยตัว เพื่อที่จะพบว่า ต้องไปรอกลางแจ้งนาน 2-3 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายเย็นเกินไปโดยใช่เหตุ มองย้อนกลับไป เห็นด้วยเต็มๆ แต่ต้องเผื่อเวลารถบัสสักชั่วโมง เผื่อรถติด ที่จุดนี้ ก็มีห้องนำ้ชั่วคราวเรียงกันยาว เพื่อให้นักวิ่งโดยเฉพาะ เรียกว่า ผู้จัดเตรียมมาดีจริงๆIMG_1820

ก่อนจะออกจากท่าเรือ เพื่อไปขึ้นรถบัส ก็มีเจ้าหน้าที่ตรวจถุงที่เรานำมา เพื่อความปลอดภัย ผมไม่ได้นำถุงอะไรมา เลยผ่านไปเลย ผมเข้าใจว่า ต้องใช้ถุงที่ทางงานเตรียมมาให้เท่านั้น ไม่อย่างนั้น ไม่ให้ผ่านจุดนี้ จากนั้นก็เข้าคิดเดินขึ้นรถบัสกันครับIMG_1824IMG_1825IMG_1826IMG_1828

เมื่อสิ้นสุดระยะรถบัส ก็ต้องผ่านด่านตรวจตัวครับIMG_1830

แล้วก็เดินไปสถานีปล่อยตัวครับ เมื่อไปถึงที่สถานีปล่อยตัว เราก็ไปจุดปล่อยตัวที่ระบุใน BIB ของเรา ผู้จัดทำป้ายบอกไว้ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่คอยบอกอยู่ทุกจุด ไม่ยาก ไม่สับสนเลยIMG_1839IMG_1834

พอถึงจุดนี้ ก็ตามสบายแล้วครับ เดินเล่น เข้าห้องน้ำ ถ่ายรูป ตามสบายเลย

IMG_1847 IMG_1845 IMG_1841 IMG_1840

 

ผมไปรอยืนหน้าจุดปล่อยตัวของผม มีจอโปรเจคเตอร์ให้ดูการถ่ายทอดสดของงาน มีช่างภาพของงานที่มาถ่ายรูปเรา เราสามารถเลือกซื้อภาพทีละภาพ หรือจ่ายเป็นแพ็คเกจก็ได้ครับ แนะนำให้ถ่ายรูปกับตากล้องเหล่านี้ไว้ครับ จะซื้อหรือไม่ซื้อ ค่อยมาเลือกทีหลัง ก็ได้ เพื่อความชัวร์ ผมก็ขอให้นักวิ่งแถวนั้นช่วยถ่ายรูปในมือถือตัวเองไว้สักรูป เพื่ออวดใน Facebook หน่อยเถอะ มันอดไม่ได้น่ะ

IMG_1861 IMG_1857 IMG_1852เนื่องจากทำตามคำแนะนำของ Blogger ทั้งสองท่าน(อยู่ใน Entry ก่อนหน้านี้) ทำให้ผมกะเวลาไม่ค่อยพลาดเท่าไร นั่งรอไม่นาน ผู้จัดก็ประกาศเรียกนักวิ่งในรอบวิ่งของผมให้เข้าที่ จากนั้น เราก็ค่อยๆเข้าไปในคิว เดินเข้าประตูตามที่ผู้จัดกำหนด เข้าใจว่า ผู้จัดมีประสบการณ์การจัดที่ดีและปรับปรุงกระบวนการจัดการอย่างต่อเนื่อง ผมไม่ได้รู้สึกว่า แออัด หรือ อึดอัดในคิวเลย คิดเดินไหลไปเรื่อยๆ ห้องนำ้มีให้ใช้ หลังประตูเข้าคิวแล้ว ดังนั้น เรายังมีเวลาเตรียมตัวเข้าห้องน้ำได้อีก IMG_1862IMG_1869ระหว่างนั้น หลายๆคนเริ่มถอดชุดแต่ละชิ้นออกแล้ว มีเสียงเฮเป็นระยะๆ จากนั้น เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว (ตรงเวลา ตามรอบที่กำหนดให้ เป๊ะๆเลย) เราก็ออกวิ่ง โดยมีเพลง New York New York ที่ขับร้องโดย Frank Sinatra เปิดตอนปล่อยตัว บรรยากาศขลังดี เปิดตัวโดยการเริ่มวิ่งออกจาก Staten Island ข้ามสะพานแขวนยาว Verrazano-Narrows Bridge (ที่มักนิยมถ่ายรูปจากด้านบน ช่วงปล่อยตัว มีนักวิ่งเต็มสะพาน เป็นภาพโปรโมท New York City Marathon นี่แหละครับ) ดูเป็นการทดสอบนักวิ่งพอสมควรที่เปิดตัวด้วยสะพานแขวนยาวเลย ตลอดทาง ผมเห็นหมวกที่ขายเป็นของที่ระลึก ตกหล่น เต็มไปหมด ถ้าไม่อยากซื้อ มาเก็บไปก็คงได้นะเนี่ย มันเยอะจริงๆ ไม่นับรวมไปถึงขวดน้ำ ถุงมือ และ accessories อื่นๆที่หลายๆคนทำหล่นโดยไม่รู้ตัว ผมออกตัวค่อนข้างช้า เพราะรู้ตัวว่า ซ้อมมาน้อย น่าจะใช้เวลานาน แต่ก็คิดว่า จะจบได้ไม่เกิน  ๕ ชั่วโมง แต่ก็ไม่น้อยกว่า ๔ ชั่วโมงครึ่ง

เส้นทางการวิ่งของ New York City Marathon จะผ่านทั้ง ๕ boroughs (ผมคิดว่าแปลเป็น “เขต”น่าจะใกล้เคียงของไทยมากที่สุด) โดยเริ่มวิ่งจาก Staten Island ไป Brooklyn ไป Queen ไป Manhattan ไป Bronx และกลับมาที่ Manhattan อีกครั้ง เพื่อจบที่ Central Park โดยแต่ละ Borough คั่นด้วยสะพาน ทำให้เราต้องวิ่งทั้งสิ้น ๕ สะพาน (งานนี้ เจ้าสามสะพานสุดท้ายที่ Tokyo Marathon ดูเบาไปเลย เพราะสะพานงานนี้ มันใหญ่กว่าจริงๆ) ช่วงแรกของการวิ่ง คนเชียร์ยังน้อย มีคนออกมาดูกันบ้างประปรายช่วงที่เป็นรอยต่อจาก Staten Island ไป Brooklyn แต่ก็ยังมีคนตะโกนว่า Welcome to Brooklyn ทำให้ผมจำได้นานเลยว่า Brooklyn อยู่ไหน

ความไม่เคยชินของนักวิ่งไทยในงานนี้ ที่รู้สึกได้เลย ป้ายบอกทาง เป็นไมล์ ซ้อมมาแบบดื่มน้ำทุก 2.5 กม. ทำเอาผมงงเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงแรกที่ปล่อยตัว ผมอยู่ในกลุ่มสะพานล่าง ทำให้ GPS วัดระยะตอนแรก แบบแปลกๆ เพราะไม่เจอท้องฟ้า แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร เจ้าหน้าที่ประจำการทุกจุด ปิดถนนแบบเต็มพื้นที่ ไม่มีรถยนต์มาให้เห็นเลย ตำรวจ NYPD ยืนหน้าเข้าหานักวิ่ง และดูใส่ใจในเหตุการณ์ดี ผมเห็นคนเดินข้ามถนนบ้าง ประปราย ไม่ได้เข้มงวดเท่า Tokyo Marathon (อันนั้น ถ้าไม่ใช่นักวิ่ง ห้ามลงบนถนนเลย) ผมได้ยินตำรวจเรียกคนข้างหลังผม “What are you doing?” แบบหน้าตาขึงขัง พอหันไปดู อ้าว ไอ้หนุ่มเอเชียจากไหน ขี่จักรยานทะเล่อทะล่า กลางถนนมาเนี่ย ผมวิ่งต่อไป คาดว่า หมอนั่นคงโดนเรียกให้ไปที่อื่น

ถ้าจะมีอะไรที่งานวิ่งแบบนี้ เรียกรอยยิ้มได้ดี นอกจากเสียงเชียร์แล้ว คงเป็นป้ายเชียร์แบบแปลกๆ เรียกรอยยิ่ม ผมจำได้ดีในตอนท้ายๆ ก่อนจบ มีคุณป้าท่านหนึ่งชูป้ายว่า  “Yes, this is the last god damn bridge!” เล่นเอานักวิ่งอมยิ้มไปตามๆกัน เพราะจะว่าไป เจ้า ๕ สะพานนี้ ก็ทำเอาเราหมดกำลังใจเหมือนกัน นอกจากป้ายแล้ว ที่ค่อนข้างแปลกใจ คือ เจอคนวิ่งเท้าเปล่า เท่าที่ผมเห็น ท่านเดียวเอง หรือกระแสการวิ่ง Bare Foot หายไปแล้ว(???) ที่แปลกใจมากที่สุด คือ วิ่งๆอยู่ เจอนักวิ่งสาวลาติน นุ่งกางเกงขาสั้นมากๆวิ่ง พอวิ่งไปเรื่อยๆ ทันเธอขึ้นมา

อ้าว นั่นกางเกงในนี่หว่า ไม่ผิดแน่ๆ มันไม่ใช่ compression shorts มันคือ underwear

ว่าแล้วก็วิ่งหนีเธอไป ไม่อย่างนั้น ตาเราจะไม่ยอมมองอย่างอื่นเลย แต่ก็อดนึกแปลกใจไม่ได้ว่า เธอคิดอะไรอยู่

อีกอย่างที่เจอตลอดทาง คือการแสดงดนตรี ออกมาในแนว four-man band เลย ส่วนใหญ่จะเป็น rock มีทั้งคุ้นหูบ้าง ไม่คุ้นบ้าง แต่ก็น่าฟังทั้งนั้น คึกคักแบบงาน Tokyo Marathon (อันนั้น จะออกเป็นการตีกลองแบบญี่ปุ่นซล่ะเยอะ) งานนี้ ผมตัดสินใจไม่ใส่หูฟังตั้งแต่ต้น เพราะจากประสบการณ์ Tokyo Marathon มันบอกว่า งานใหญ่ระดับนี้ น่าเก็บบรรยากาศโดยรวมมากว่าอยู่ในโลกส่วนตัว (ตามปกติ ผมจะฟัง podcasts หรือ audiobook ตอนวิ่ง) คิดไม่ผิดจริงๆ น่าสนุกดี มีนักวิ่งจากหลายชาติ และมีนักวิ่งตาบอดมากับ navigator ด้วย น่าทึ่งมาก

ผมวิ่งได้ตามที่ประเมิณตัวเองไว้ได้ดีพอสมควร และด้วยความที่เราซ้อมเมืองไทย อากาศร้อน มาวิ่งในงานเมืองหนาว ทำให้เราทำเวลาได้ไม่เลวนัก แม้จะซ้อมมาไม่เต็มที่ แต่ข้อเสียของการวิ่งเมืองหนาวคือ เมื่อเราดื่มน้ำเยอะ ร่างกายระบายไม่ทัน ทำให้ต้องเข้าห้องนำ้ ผมเข้าไปปัสสาวะครั้งหนึ่ง ตอนครึ่งทางพอดี ทั้งปวดนิดๆและถือโอกาสพัก สะพานในการข้ามแต่ละ borough กินแรงไปพอสมควร แม้ว่า ระยะโดยรวม ทั่วๆไป ถือว่า ค่อนข้างราบ ไม่โหดเท่าไร จุดให้น้ำพร้อมทั้งน้ำเปล่าและเกลือแร่ แต่ถ้าเทียบกับ Tokyo Marathon แล้ว ถือว่า ทาง Tokyo Marathon จัดมาแบบเต็มที่กว่ามากๆ อาหารการกินมีบ้าง ใน station หลังๆ ช่วงครึ่งแรก เท่าที่ผมจำได้ แทบไม่มี

ปัญหาที่ผมเจอ (และเชื่อว่า นักวิ่งหลายๆท่านก็เจอ)คือยังจัดการเรื่องการกินได้ไม่ดี พอผ่านจุด ๓๐ กิโลเมตรไปแล้ว ผมหมดพลังงานไปแล้ว เจ้า Gel  ก็ไม่สามารถช่วยได้เท่าไรนัก ท้องว่างมาก การที่เราไม่ได้เตรียมตัวกินในช่วงตั้งแต่เดินทางจนถึงปล่อยตัว ทำให้เรามีพลังงานเหลือไม่พอในช่วงท้ายของการวิ่ง อาการเจ็บเท้าของผมยังไม่สร้างปัญหาเท่ากับหิว พอมาเจอ station ให้อาหารที่เป็นกล้วยหอม ทำเอาผมแทบเห็นสวรรค์ หยุดวิ่ง พักกินไปสองลูก มีคุณป้าพนักงานทำความสะอาดผิวหมึก เอาแขนเท้าสะเอว แล้วถามผมแบบยิ้มๆว่า How long is your lunch break? ผมได้แต่ตอบไปว่า  I am really hungry

ช่วงสุดท้ายของการวิ่งที่วิ่งกลับเข้ามายัง Manhattan เป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มหมดสภาพแล้ว รองเท้า Nike Free 5.0 ที่เป็นแบบ minimalist ทำให้ผมรับรู้ถึงความแข็งของพื้นถนนในทุกๆก้าวที่ผมจรดปลายเท้าลงไป มันทำให้ผมอดขยาดกับ minimalist ไม่ได้ในกรณีวิ่งยาวแบบนี้และซ้อมไม่ถึง ถึงแม้ว่า เสียงเชียร์ใน 5th Avenue ในนิวยอร์คจะดังมาก แต่ร่างกายผมมันเริ่มทำงานสวนทางแล้ว ไม่มีอาการตะคริว แต่รู้สึกได้ว่า หมดแรง เมื่อเข้าสู่กิโลสุดท้ายใน Central Park ในใจคิดแต่ว่า เมื่อไรจะจบ ผมแข็งใจไม่ยอมเดินเลยตลอด ๔๒.๑๙๕ กิโลเมตร เพราะเชื่อว่า ตัวเองยังทำได้ และเมื่อเห็นเส้นชัยข้างหน้า ใจก็ยังสั่งให้ไปให้จบจนได้

๔ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๒๐ วินาที กับ New York City Marathon 2015 (เวลาทางการ NYRR คือ 04:49:12)IMG_1948img_1951-1

มันเป็นมาราธอนที่สนุกและอยู่ในความทรงจำผมไปอีกนาน แต่มันอดเจ็บใจไม่ได้ว่า ถ้าเราซ้อมถึง เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ อากาศไม่ได้หนาวโหดร้ายเท่า Tokyo Marathon แต่ทางโดยรวม ท้าทายกว่า เพราะมีสะพานและเนินอยู่บ้าง อยากกลับมาแก้มือ

เมื่อเข้าเส้นชัย ขั้นตอนการรับถุงอาหาร เหรียญ และ ผ้าคลุม (poncho) (ในกรณีไม่ฝากของ) ก็เป็นกระบวนการเดินไปเรื่อยๆใน central park ตามแนวที่จัดให้นักวิ่งเท่านั้น เดินไป แต่มันยาวดีจังเลย มันไกลมาก จนผมแปลกใจ แต่ก็อดตกใจกับ aid station ตลอดทางที่จัดไว้ให้กับนักวิ่งไม่ได้ มีคนบาดเจ็บ เป็นตะคริว หรือ ร้องไห้ไม่หยุด เยอะพอสมควรเลย ใครเดินไม่ไหว ก็หยุดกันข้างทางที่กันไว้เป็น aid station IMG_1906 IMG_1901 IMG_1897 IMG_1894 IMG_1889

เจ้า poncho ที่แจกมานี่ มันเท่ดีเหมือนกันแฮะ หนาและกันหนาวได้ชะงัดเลย IMG_1920 IMG_1922 IMG_1932 IMG_1923วันรุ่งขึ้น ผมกลับมาเดินดูจุดขายของที่ระลึกของงาน ณ จุดที่เป็นเส้นชัย ที่ central park โดยเราสามารถนำเหรียญ finisher มาสลักชื่อเราได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่คิวค่อนข้างยาวimg_1982 img_1993

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์  New York Times ที่ทำฉบับพิเศษ ตีพิมพ์ชื่อ finishers ในฉบับด้วย img_1995img_2002 img_2006 แต่เราไม่ต้องซื้อก็ได้ครับ สิ้นเดือนมกราคม (๓ เดือนจากวันวิ่ง) ผมก็ได้รับหนังสือที่ระลึกจากผู้จัด ตีพิมพ์ชื่อทุกท่านที่วิ่งจบเหมือนกัน ทำดีซะด้วยimg_0606img_0610สรุปว่า งาน New York City Marathon 2015 เป็นงานวิ่งที่ผมประทับใจมาก ไม่น้อยไปกว่า Tokyo Marathon เลย เส้นทางไม่โหด ท้าทายนิดๆ ตรงสะพาน แต่ก็ไม่ยากมาก มามีเรื่องคาใจนิดเดียวคือ เราเตรียมตัวมาไม่พร้อมเอง แต่ไม่เจ็บ มันจะเป็นยังไงนะ อยากแก้มือ

ว่าแล้ว ก็….

newyorkcitymarathon2016_acceptance