ช่างคุยรายวัน ๕๒๐

MP3 36  MB 1hr 7 Minutes Download

๑) ความเห็นเรื่องโอลิมปิค ๒๐๑๖ ที่บราซิล

๒) ขอบคุณเรื่องงานเลี้ยงช่างคุย ๑๐ ปี

๓) สัพเพเหระเรื่อง Mevo รถยนต์ไฟฟ้า Smart Watch

ช่างคุยรายวัน ๕๑๙

MP3 27  MB 50 Minutes Download

แหล่งข่าว

๑) http://www.theverge.com/2016/8/4/12379224/olympics-rio-2016-gifs-rules-policy

๒) https://www.youtube.com/user/olympic

๓) http://news.asiaone.com/news/singapore/no-live-olympics-youtube-singapore

๔) http://www.goodreads.com/book/show/27220736-shoe-dog

๕) https://en.wikipedia.org/wiki/Steve_Prefontaine

ช่างคุยรายวัน ๕๑๘

MP3 27  MB 50 Minutes Download

แหล่งข่าว

งานเลี้ยงช่างคุย ๑๐ ปี

http://positioningmag.com/1098283 

http://www.forbes.com/sites/briansolomon/2016/07/25/yahoo-sells-to-verizon-for-5-billion-marissa-mayer/#43486a4c71b4

https://en.wikipedia.org/wiki/Pok%C3%A9mon_Go

http://www.theverge.com/circuitbreaker/2016/7/27/12295158/pokemon-go-plus-delay-july-september-release-date

http://www.theverge.com/2016/7/27/12294488/first-click-iphone-sales-pokemon-go-popularity

ไม่หลับไม่นอน ๙๑ NFL ขึ้นฤดูกาล ๒๐๑๖-๒๐๑๗

เป็นตอนที่ติดค้างและได้รับการเรียกร้องมาหลายปี มาจนหมดฤดูกาลแล้ว ค่อยมาคุยกันว่า สิ้นสุดฤดูกาล NFL ๒๐๑๕-๒๐๑๖ เป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องราวดราม่าในหมู่นักกีฬาอย่างไร และในฤดูกาลใหม่น่าจะคาดหวังทีมใดได้บ้าง

A long-awaited and one of the most requested episode, the NFL episode. We waited until the end of 2015-2016 season and summarised what had happened, some dramas and what to expect in 2016-2017.

Episode Date Duration Audio Video
MaiHlapMaiNon 91 A Prelude to NFL 2016-2017 Season May 8, 2016 1 Hour 14 Minutes MP3 35 MB MP4 0.9 GB

ไม่หลับไม่นอน ๙๐ รำลึก Prince

ศิลปินที่ถือได้ว่าแจ้งเกิดเต็มตัวในยุค ๘๐ และมีผลงานต่อเนื่องมาจนถึงปี ๒๐๑๖ ที่เขาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (๕๗ ปี) Prince สร้างชื่อจากชุด Purple Rain ในปีที่ ๑๙๘๔ ในปีที่ผู้จัดทั้งสองคนอยู่ในช่วงวัยรุ่น แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นแฟนพันธ์แท้ของเขา แต่ก็ขอรำลึกถึงนักดนตรีแห่งยุค ๘๐ คนนี้ด้วยความอาลัย


One of the most famous artists from the 80s, Prince, died this year. Despite being 57 years old, he was still too young to die. The album, Purple Rain, came out in 1984 and had made him world famous ever since. We paid a tribute to him as he was surely one of our memories of the 80s.

 

Episode Date Duration Audio Video
MaiHlapMaiNon 90 A Tribute to Prince May 4, 2016 1 Hour 2 Minutes MP3 29 MB MP4 0.7 GB

ช่างคุย ๒๕๑ ประสบการณ์ฟังเพลง

ชวนเพื่อนสมัยประถมฯมาคุยกัน เนื่องจากเพื่อนคนนี้ (วีระยศ เตยะราชกุล หรือ ดีเจนอร์)ฟังเพลงเยอะมากมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ขยับมาเล่นดนตรีออกผลงานมาหนึ่งชุดในนามวง’ครับ’ ชื่อชุด ‘View’ ในปี ๒๕๓๗ จากนั้นก็มาเป็นดีเจรายการวิทยุจนถึงปัจจุบัน เรามาคุยกันว่า ประสบการณ์ในการฟังเพลงในยุค ๘๐ จนมาถึงปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร คุณวีระยศก็เลยชวนคุณรัฐฐา รุ่งแสง (ใหม่)มาร่วมเล่าประสบการณ์ด้วย เนื่องจากว่า ฟังในยุคเดียวกัน และยังเคยผ่านงานทั้งทำดนตรีในแนวของตัวเองและทำการตลาดให้กับค่ายเพลงสากล ต้องขอโทษด้วยที่มีปัญหาเรื่องเสียงในช่วง ๑๕ นาทีสุดท้าย เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ สามารถติดต่อคุณวีระยศได้ twitter.com/sonny_and_nor (ใช้ #แมวนอก#SonnyAndNor) และ
Facebook.com/thisiscatradio และ Facebook.com/sonnyandnor


One of my childhood friends, Weerayot Taeyarajakul, has a very long-history of music consumption. He listened to various types of music and collected vinyls, CDS, etc. In 1994, he joined the band Crub and released an album, View. Ever since, he has been a long-time DJ. We asked him to share his experience in comparing how Thais in the 80s, 90s and the current generation consumed music. He also invited Ruttha Rungsang to join in. Ruttha is a studio musician, had created a motion picture soundtrack and, at one-time, worked in an international record label in Thailand. I apologised for  the noise in the last 15 minutes of the recordings. You may contact Weerayot at twitter.com/sonny_and_nor (ใช้ #แมวนอก#SonnyAndNor) และ
Facebook.com/thisiscatradio และ Facebook.com/sonnyandnor

 

Episode Date Duration Audio Video
Changkhui 251 Music Consumtion April 25, 2016 1 Hour 12 Minutes MP3 34 MB MP4 860 MB

ช่างคุย ๒๕๐ G-Shock ตอน ๒

Episode Date Duration Audio Video
Changkhui 250 G-Shock part 2 March 7, 2016 1 Hour 32 Minutes MP3 43 MB MP4 1GBB

ผ่านไปสองปีครึ่ง ช่างคุย ๒๓๙ กลายเป็นช่างคุยตอนที่มียอดคนดูสูงสุดของช่างคุยใน YouTube ทำให้ผู้จัดทั้งสองคนกลับมาคุยกันใหม่ว่า เกิดอะไรขึ้น นอกนี้ พี่หลามก็พาไปดูของสะสมของคุณเอ๋ สุดสาคร คงปวน ว่ามีอะไรต่อมีอะไรที่น่าสนใจกว่าที่พี่หลามเคยนำมาแสดงให้ดูเยอะ

Changkui 239 on G-Shock became the most viewed episode of Changkhui channel on YouTube, so we decided to make part two out of it. This itime, rather than discussing and showing his own stuff, Teerak Boonprecha took us to meet Sudsakorn Kongpuan, who had collected over 400 G-Shock’s in just over two years. Also, he had the most expensive G-Shock among collector’s items; the Takashi Murakami Frogman. And our guest had three of them.

ช่างคุย ๒๔๙ สัพเพเหระทั้งชอบและไม่ชอบปี ๒๕๕๘

Episode Date Duration Audio Video
Changkhui 249 Likes and Dislikes of 2015 Jan 3, 2016 1 Hour 54 Minutes MP3 103 MB MP4 1.3GB

จากเดิมจะทำ ๕ ชอบ ๕ ไม่ชอบ แต่พอรวมตัวกัน เกิดติดลม ไปไหนต่อไหน จนเกินเวลาที่ตั้งใจจะบันทึกไปมาก กลายเป็นผสมปนเปทั้งชอบและไม่ชอบของทั้ง ศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย รัฐ สุภาพ และ ภาสกร หงษ์หยก รับชมแก้คิดถึงกันไปก่อนนะครับ

ประสบการณ์ New York City Marathon (๔)

ทันทีที่เครื่องลงจอดที่สนามบิน ผมก็แทบจะพุ่งออกไปจากเครื่อง เวลาตอนนั้น ก็ประมาณ หกโมงเย็นแล้ว เหลืออีกเพียงชั่วโมงเดียว เย็นวันศุกร์ วิ่งเข้าเมืองจะไหวไหมหนอ ถ้าจากที่ศึกษามา ผมต้องหาทางออกจากสนามบิน ด้วยรถเมล์ เพื่อไปขึ้นรถไฟ โดยจะวิ่งตรงไปถึงสถานี 34-St Hudson Yards จากนั้น ก็เป็นระยะที่เดินได้ไปถึงจุดรับ race kit (jarvits center) เลย ลองดูจากแผนที่ด้านล่างนะครับ สนามบิน คือจุด A ด้านขวา และ Jarvits Center คือจุด B ด้านซ้าย ระยะทางประมาณ ๑๖ กิโลเมตร

ไม่วิ่งไปครับ ยังไง ก็ไม่วิ่งไปScreen Shot 2015-11-28 at 4.09.29 PM

พอเดินมาถึงประตูทางออกจากสนามบิน ผมเจอเคาน์เตอร์ขายตั๋วรถบัสที่ตรงไปเกาะ Manhattan ซึ่งเป็นเกาะหลักของนิวยอร์คและ Jarvits Center ก็อยู่ที่นั่น ผมตัดสินใจขึ้นรถบัสคันนี้ เพราะคิดว่า เข้าไปให้ถึงจุดที่ใกล้ที่สุดก่อนดีกว่า จากนั้น ก็ค่อยหาทางไปต่ออีกที เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ป้ายรถเมล์อยู่ไกลแค่ไหน แล้วยังต้องต่อรถไฟอีก รถบัสคันนี้ก็ไปที่เกาะ Manhattan ได้เร็วพอสมควร (ถ้าถือว่าเป็นการขับเข้าเมืองตอนเลิกงาน)

ผมเปิด Google Map ไปด้วยระหว่าง ก็พอจะเห็นว่า รถบัสไปตามทางที่เราพอจะคาดเดาได้พอสมควร ผมพยายามถามคนขับว่า ผมควรจะลงที่จุดไหน ถึงจะใกล้ Jarvits Center ที่สุด แต่ก็จนด้วยเกล้า คนขับ(ซึ่งเป็นเอเชีย ก็ไม่น่าจะเป็นคนท้องที่นิวยอร์คเหมือนกัน) ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่ได้สนใจจะดูแผนที่ในมือถือของผมด้วย ผมดูจากจุด Stop ที่สาม ซึ่งเป็น Port Authority Bus Terminal จากนั้น ก็ขอกระเป๋าลง จากนั้น ก็ใช้มือถือเปิด Google Map แล้วก็เดินไปตามทางใน GPS ตอนนั้น ผมเหลือเวลาประมาณ ๑๐ นาที กึ่งวิ่ง กึ่งเดิน เพราะต้องเข็นกระเป๋าเสื้อผ้า ๔ ล้อเล็กไปด้วย แล้วก็พาตัวเองไปถึง Jarvits Center จนได้ แต่ตอนนั้น ก็เห็นแล้วว่า เลยเวลาไป ๕ นาทีแล้ว เดินหา Hall ที่เป็นจุดจัดงาน ซึ่งไม่ยากเลย เพราะเป็นงานใหญ่ มีป้ายเต็มไปหมด พอไปถึงหน้างาน เจ้าหน้าที่บอกว่า เคาน์เตอร์ปิดแล้ว ผมแทบทรุด เหงื่อแตกไปทั้งตัว ทั้งที่อากาศประมาณ ๑๔ องศาเซลเซียส เนื่องจากวิ่งมาตลอดทาง แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ลองวิ่งเข้าไปข้างในต่อเถอะ อาจจะยังทัน เพิ่งปิดไปไม่ถึง ๑๐ นาทีเลย ผมเลยวิ่งต่อไป เจอทางเข้า มีเชือกมาปิดทางแล้ว 

ณ เวลานั้น ผมไม่ใช่คนเดียวที่มาไม่ทัน ผมจำไม่ได้จริงว่า มีมากี่คน แต่จำได้แม่นว่า เจ้าหน้าที่ผู้หญิง มองมาแบบอิดหนาระอาใจ แล้วก็พยักหน้า ยกเชือกให้ลอดเข้ามา

เกือบไปแล้ว

IMG_1730ขั้นตอนจากนั้น ใช้เวลาไม่ถึง ๕ นาที ผมเอาจดหมายของ New York Road Runners ที่บอกให้พิมพ์มา ไปยังเคาน์เตอร์ที่ระบุว่า BIB Number ของผม เจ้าหน้าที่สาว(หน้าตาน่ารักทีเดียว)ขอดู passport แล้ว แล้วก็ให้ Race kit มา ผมขอบคุณเธอใหญ่ เพราะจริงๆแล้ว เธอควรจะเลิกงานแล้ว แต่เธอก็ดูยิ้มแย้มเต็มใจให้บริการดี จะว่าไป แต่ละเคาน์เตอร์ก็ยังมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอยู่กันครบ ยังไม่ได้เลิกแต่อย่างใด แต่ไม่มีคิวคนมารับ BIB แล้วเท่านั้นเอง สิ่งหนึ่งที่เธอถามผมให้ยืนยัน คือผมเลือกรับ poncho ใช่ไหม เพราะผู้จัดให้แถบรัดข้อมือ สำหรับนักวิ่ง เพื่อเข้าประตูทางออกเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ฝากของและเลือกรับ Poncho เมื่อวิ่งจบแล้วIMG_1771IMG_1782
จากนั้น ด้วยความที่กลัวจะสาย ผมรีบวิ่งไปบูธต่อไป เพื่อเช็คข้อมูลว่า BIB มีข้อมูลผมถูกต้องไหม โดยผ่านเครื่อง Scan ซึ่งก็ถูกต้องดี แถมอาสาสมัครยังบอกว่า ไม่ต้องวิ่งแล้ว

IMG_1734We are all still waiting for you. No need to run.

พอตรวจสอบข้อมูลเสร็จ ก็ไปรับเสื้อ ซึ่งจะแทบจะไม่มีคิวเลย โดยมีการแยกบูธออกมาเป็นผู้หญิง ผู้ชาย ขนาดต่างๆ ไม่สับสนและสะดวกมาก งานนี้จะทำเอาผมที่ประทับใจการรับ BIB ของ Tokyo Marathon มาแล้ว อดประทับใจ New York City Marathon ไม่ได้ ทำได้ไม่แพ้กันเลย สะดวกมากๆ แต่นั่นแหละ ผมมาตอนงานเลิกแล้วนี่หว่า อยากรู้เหมือนกันว่า พรุ่งนี้ ตอนคนมาเยอะๆจะเป็นยังไง IMG_1737IMG_1738

สรุปว่า ผมมารับ race kit ทันเวลา และก็ประทับใจในผู้จัดงานมากทีเดียว อย่างที่บอกครับ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างาน Tokyo Marathon เลย จากจุดนั้น ผมมีเวลาอีกประมาณ ๔๐ นาที ก่อนที่ Expo จะปิด แต่ตอนนั้น ผมเหนื่อยจากการวิ่งพร้อมสัมภาระและเริ่มหิวนิดๆแล้ว ก็เดินรอบ Expo พอเป็นพิธี ค่อยมาดูให้ละเอียดในวันพรุ่งนี้ดีกว่า แต่เท่าที่ดูคร่าวๆ รู้สึกว่า ของไม่ถูกแฮะ

วันรุ่งขึ้น อากาศเย็นๆ ประมาณ ๖ องศาเซลเซียส แต่ไม่รู้สึกว่าหนาวมากนัก ผมก็ออกไปวิ่งที่ Central Park ซึ่งเป็นจุดที่เป็นความใฝ่ฝันว่า อยากจะมาวิ่งให้ได้นานแล้ว เพราะชื่อเสียงของสถานที่โด่งดังมาก วิ่งแล้วรู้สึกเอาเองว่าเท่ดี คนเยอะเลย น่าจะมางานวิ่งนี้เกินครึ่ง ตามตารางซ้อมทั่วไป ก่อนวิ่งมาราธอน ๑ วัน จะไม่ให้วิ่งเยอะแล้ว แต่ผมอยากวิ่งที่นี่ให้ครบรอบ ลองวัดมาคร่าวๆ ก็ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เป็นระยะซ้อมปกติ ไหนๆก็ไหนแล้ว ขอสักหน่อยเถอะ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นบทเรียนจากคราว Tokyo Marathon เมื่อปีที่แล้ว คือ การได้ลองวิ่งที่สนามแปลกถิ่น ก่อนวันจริง ทำให้เราพอคาดเดาได้ว่า เราจะเจออะไรบ้างในวันจริง ปีที่แล้ว พอวิ่งเสร็จ ต้องรีบไปซื้อถุงมือ เพราะมันเย็นมาก (๓ องศาเซลเซียส) แต่ที่ Central Park นี่ ไม่หนาวเท่าที่โตเกียว รู้สึกได้ว่า มีเนินอยู่บ้าง ไม่ราบแบบกรุงเทพ แต่ที่รู้สึกประแปลกตาคือ มีนักวิ่งมาเป็นทีมเยอะมาก ดูแล้วเหมือนมากันเป็นทัวร์จากชาติต่างๆเลย

Screen Shot 2015-11-28 at 6.02.59 PM

จากนั้น ก็ไป Expo ที่ Jarvits Center อีกครั้ง ไปถึงราวๆ ๑๑ โมง ผิดคาดมากๆ ไม่มีคิวคนต่อรับ BIB แบบที่ผมคิดไว้ จะว่าไป มันก็มากกว่าที่ผมมาเมื่อคืนนี้ ไม่มากเลย เรียกได้ว่า ไม่จำเป็นต้องรีบมาตั้งแต่วันศุกร์ มาวันเสาร์ ก็พอ อดรู้สึกเสียดายค่าโรงแรมเมื่อคืนไม่ได้ สำหรับคนที่วางแผนจะมา อันนี้น่าจะทำให้ประหยัดไปได้เยอะอยู่นะครับ

IMG_1706 IMG_1713 IMG_1717 IMG_1725 IMG_1726 IMG_1728 IMG_1727 IMG_1729 IMG_1732

โดยรวมๆแล้ว ผู้จัดงานเตรียมการรับมือได้ดีจริงๆ อาสาสมัครพร้อมมาก เยอะมาก พนักงานคอยดูว่าใครมีปัญหา มากกว่าที่จะจับกลุ่มคุยกันเอง มีทั้งบูธสำหรับคนมาเชียร์ เพื่อสอบถามการเดินทาง ซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปจุด Finish มีคนของทางหน่วยงานที่รับผิดชอบรถไฟ รถเมล์และเรื่อมาเอง

ผมอดนึกเปรียบเทียบกับ Tokyo Marathon ไม่ได้ จัดได้ดีทั้งคู่ แตกต่างกันในเรื่องขนบธรรมเนียม ในงานโตเกียว จะรู้สึกได้ว่า นักวิ่งเป็นคนสำคัญ โค้งแล้ว โค้งอีก คอยพยายามช่วยแม้ว่า อาจจะพูดไม่รู้เรื่อง ส่วน New York นี่ เป็นลักษณะแบบตะวันตก เขารับผิดชอบในส่วนของเขาในแง่การจัดงาน ชัดเจนว่า เขาต้องรับผิดชอบอะไร ชัดเจน ไม่ได้พินอบพิเทาแบบญี่ปุ่น ดีทั้งคู่ คนละบุคคลิก

ในส่วนของ Expo กลับเป็นส่วนที่น่าผิดหวังที่สุดสำหรับผม IMG_1740 IMG_1741 IMG_1754 IMG_1755 IMG_1756 IMG_1758 IMG_1759IMG_1739

ผมแบ่งสินค้าที่มีขายในงาน Expo เป็น ๔ กลุ่ม

  1. สินค้าที่เป็นที่ระลึกของงาน อันนี้เป็นส่วนของสปอนเซอร์เต็มๆ บูธ ASICS ใหญ่ที่สุดและใหญ่มากด้วย มีสินค้าที่มีโลโก้ New York City Marathon 2015 เต็มไปหมด ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ จะราคาสูงกว่าทั่วไป เพราะมีลิขสิทธิ์ของงานอยู่ อันนี้จะบอกว่าแพง ก็ได้ครับ แต่มันเป็นของประจำงาน ไปหาซื้อที่อื่น ก็ไม่ได้ ส่วนใหญ่จะซื้อเป็นของที่ระลึก ทำใจครับ ถ้าอยากเก็บความทรงจำไว้ ก็ต้องตัดใจ ยอมซื้อ แต่เขาก็ทำดีนะครับ แต่รออ่าน Entry หน้าที่ตอนสุดท้ายของซีรียส์นี้นะครับ ผมมีสรุปไว้นิดหนึ่ง
  2. สินค้าที่ใช้สำหรับวิ่งหน้าหนาว ทั้งเสื้อ กางเกง เสื้อคลุม หมวก สวย เท่ แต่ผมนึกไม่ออกว่า จะเอากลับมาใช้ที่บ้านเรายังไง ชอบครับ ดูดีเลยแหละ บางบูธ ก็ถูกพอรับได้ แต่ก็ตัดใจ ผมไม่รู้จะเอามาทำอะไร
  3. สินค้าวิ่งทั่วไป เสื้อ กางเกง รองเท้า แว่น หมวก ถุงเท้า อันนี้สิ ทำเอาผมผิดหวัง มีบ้างครับที่ถูก แต่โดยทั่วไป ไม่ได้ถูกมาก โดยเฉพาะเทียบกับ Outlet ที่ Texas ที่ผมเพิ่งจากมา ทำให้ผมจำราคาสินค้าเหล่านี้ได้พอสมควร พอรวมๆกับโปรโมชันลดราคาที่ Outlet แล้ว ทำเอาผมเซ็งพอสมควร แต่ก็รู้สึกดีว่า ค่อยกลับไปซื้อที่ Texas แต่สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสออกไป ซื้อจากที่นี่ก็ไม่เลวนัก ราคาโดยทั่วไป ก็ไม่ได้ถูกกว่าที่เมืองไทยเท่าไรนัก แต่มีหลากหลายอยู่บ้าง ปีนี้ ไม่มีบูธของ Nike Adidas Under Armour เท่าที่ผมจำได้มี Asics New Balance The North Face Hoka แต่ที่แปลกใจคือ ไม่ได้มีรุ่นให้เลือกมากนัก อยากจะบอกว่า รออ่านตอนหน้าเหมือนกัน ผมอยากไปเล่าตรงโน้นมากกว่า
  4. สินค้าอาหาร กลุ่มนี้บ้านเรายังไม่มีให้เลือกมากนัก มีหลายบูธทีเดียว ไม่จำเป็นต้องเตรียมซื้อพวก Gel หรือ Energy Bar มาเลย มาเลือกชิม เลือกดื่มได้ตามสบายจากในงาน ราคาไม่แพง (เพราะบ้านเราต้องนำเข้า ที่บ้านเราจะแพงกว่า) ผมซื้อเจลไปสี่ซอง เพราะไม่ได้เตรียมมาเลย เห็นแล้วก็นึกได้ อันนี้ สำหรับคนที่อยากลอง น่าจะสนุก เพราะไปซื้อข้างนอก จะไม่มีให้ชิมแบบนี้

ในส่วนของ Expo โตเกียวมาราธอนกินขาด ทั้งความหลากหลายและขนาดของงาน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เราควรเตรียมตัวมาก่อนคือ ขนาดเสื้อ กางเกง รองเท้า เพราะเอเชียกับ USA ใช้รหัสไม่ตรงกัน สำหรับนักวิ่ง เชื่อว่าทุกคนทราบขนาดเท้าของตัวเอง ทั้งแบบ US UK EU วัดความยาวเป็น CM หรือ ความกว้างแบบ D M 2E และอื่นๆ แต่ที่ผมมักจะให้ความสนใจพิเศษคือขนาดเสื้อ ในบ้านเรา ผมขนาด M แต่ที่อเมริกา ผมขนาด  S เวลาไปเลือกซื้อ ต้องดูแล้วดูอีก (ถ้าไม่มีโอกาสลอง) ลองวัดขนาดตัวเองมาดีๆครับ หรือไม่อย่างนั้น ก็เอาเสื้อตัวที่เราชอบ ติดกระเป๋ามาด้วย แล้วทาบเลย ชัวร์ดี

อีกอันหนึ่งที่ทำได้ดีมาก คือบูธข้อมูลสำหรับนักวิ่งและญาติ ผู้จัดเตรียมข้อมูลมาให้ ทั้งการเดินทางไปยังจุด Start และการรอรับที่จุด Finish การเดินทางทำได้วิธีไหน รับส่งกันตรงไหน ประตูไหนจะเปิด ประตูไหนสำหรับนักวิ่งเท่านั้น ประตูไหนสำหรับคนที่ฝากของ ประตูไหนสำหรับ Poncho มีใบปลิวและหนังสือที่มีข้อมูลอยู่ เพื่อเอากลับไปอ่านเตรียมตัว และมีเวทีที่เชิญนักวิ่งที่มีประสบการณ์มาเล่าประสบการณ์และบอกจุดที่ควรระวังแต่ละไมล์ อันนี้ ทำได้ดีจริงๆครับ ต้องขอชื่นชม

IMG_1752 IMG_1751 IMG_1750 IMG_1749 IMG_1748 IMG_1747 IMG_1746 IMG_1745 IMG_1744 IMG_1742

หมดแล้วสำหรับการเตรียมตัวก่อนวันจริง ตอนหน้าคือตอนสุดท้ายแล้วครับ แต่ก่อนจะนอน มันก็มีเรื่องสนุกๆอีกอัน

ตามประเพณี New York City Marathon จะเลือกวันอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน ปีนีตกวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการเปลี่ยนเวลาของ Day Light Saving พอดี ทางโรงแรมมีการแจ้งว่า คืนวันเสาร์นี้ เวลาตีสอง (ซึ่งก็คือเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑) จะมีการปรับเวลากลับไป ๑ ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ถ้าผมต้องการตื่นตีสี่ ผมต้องตั้งเวลาล่วงหน้าไป ๑ ชั่วโมงให้เป็นตีห้า เพราะจริงๆแล้ว นั่นควรจะเป็นตีสี่ แต่……

๑) ผมใช้ iPhone ตั้งปลุก เจ้า iPhone มันควรจะรู้และปรับ Day Light Saving เองใช่ไหม จะตื่นตีสี่ ก็ตั้งตีสี่นั่นแหละ เพราะตอนเรานอนอยู่ มันก็ต้องปรับเองสิ

๒) ผมใช้ Garmin Fenix 3 เจ้านี่ ก็ใช้เวลา GPS ที่ผมเพิ่งจะซิงค์มันไปวันนี้เอง เพราะไปวิ่งที่ Central Parl มา มันก็น่าจะรู้ใช่ไหมว่าจะมีการเปลี่ยนเวลาตาม Day Light Saving

๓) โรงแรมมีนาฬิกาหัวเตียวให้ ซึ่งดูแล้ว มันทำงานตามการเสียบปลั๊กไป เจ้านี่น่ะ ไม่ฉลาดเท่าสองตัวแรกแน่ ถ้าจะใช้เจ้านี่ปลุกตีสี่ เราต้องตั้งตีห้าสินะ

สุดท้าย ผมเลือกตั้งนาฬิกาปลุกตามปกติ ตีสี่ เพราะคิดว่า Smart Device มันต้อง Smart (สิวะ)

นอนละ พรุ่งนี้ มาลุ้นกัน